5 เรื่องน่ารู้ รางวัลแห่งเกียรติยศ “บัลลงดอร์”

5 เรื่องน่ารู้
รางวัลแห่งเกียรติยศ “บัลลงดอร์”
           เป็นไปตามความคาดหมาย สำหรับการประกาศรางวัลฟุตบอลทองคำ หรือ “บัลลงดอร์” ของนิตยสาร ฟร้องซ์ ฟุตบอล ประจำปี 2017  คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติโปรตุเกส และสโมสร “ราชันชุดขาว” ราชันชุดขาว คว้ารางวัลนี้ไปนอนกอดเป็นสมัยที่ 5 ทำ Stats เทียบเท่าคู่ปรับแห่งยุค ลิโอเนล เมสซี่ ที่เข้าป้ายรอบนี้มาเป็นอันดับ 2  โดยผลงานของ “CR7” ในปี 2017 คือการพาทีมคว้าแชมป์ ลา ลีกา และ  UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก นอกจากนี้ครองตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของถ้วยบิ๊กเอียร์อีกด้วย  ดูบอล Online 
                “บัลลงดอร์” คือรางวัลแห่งเกียรติยศสูงสุด ที่นักฟุตบอลทุกคนใฝ่ฝัน มีการมอบรางวัลนี้มาตั้งแต่ปี 1956 โดยตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ผานมา รางวัลนี้ได้บันทึกหน้าประวัติศาสตร์แห่งโลกฟุตบอลตลอดมา วันนี้เรามี 5 เรื่องน่ารู้ของรางวัลอันทรงเกียรตินี้มาฝากกัน ไปติดตามรายละเอียดกันเลย
สโมสรที่มีแข้งซิวบัลลงดอร์เยอะที่สุด ?   คำตอบคือ บาร์ซ่า ยักษ์ใหญ่แห่งวงการฟุตบอลสเปน จากการบันทึก Stats  มีนักเตะได้รางวัลนี้เยอะที่สุดถึง 11 ครั้ง เริ่มต้นจากยุค 60 ปี 1964 หลุยส์ ซัวเรซ อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติสเปน ต่อด้วย โยฮัน ครัฟฟ์ 2 สมัย ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ, ริวัลโด้, โรนัลดินโญ่ และยุคทุกวันนี้คือ ลิโอเนล เมสซี่ ที่กวาดไปแล้วคนเดียว 5 สมัย
แข้งบัลลงดอร์จากนอกยุโรปคนแรก ?    มีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์การคัดเลือกรางวัลนี้ในปี 1995 โดยระบุให้ผู้เล่นที่ไม่ได้เป็นชาวยุโรปมีสิทธิ์รับรางวัลนี้เช่นกัน ซึ่งในปีแรกนั่นเอง จอร์จ เวอาห์ กองหน้าทีมชาติไลบีเรียเป็นคนแรกที่ซิวรางวัลนี้ไปครอง จากผลงานอันโดดเด่น และประสบความสำเร็จกับ 2 สโมสรคือ ปารีสฯ และ เอซี มิลาน ต่อไปเป็นตันมา ก็มีแข้งดังจากนอกยุโรปได้รางวัลนี้มากมาย ซึ่งมาจากอเมริกาใต้ทั้งหมด ได้แก่ โรนัลโด้, ริวัลโด้, โรนัลดินโญ่, กาก้า และ ลิโอเนล เมสซี่ หนึ่งเดียวจากอาร์เจนติน่า
ประเทศที่มีแข้งบัลลงดอร์เยอะที่สุด ? ชาติที่มีแข้งซิวบัลลงดอร์เยอะที่สุดคือ ฮอลแลนด์ กับ เยอรมัน  Stats เท่ากันคือชาติละ 7 สมัย โดย ฮอลแลนด์ มี โยฮัน ครัฟฟ์ กับ มาร์โก แวน บาสเท่น ได้คนละ 3 สมัย และอีก 1 สมัยเป็นของ รุด กุลลิท ขณะที่ เยอรมัน ที่ได้ 7 สมัยเช่นกันนั้น มีรายชื่อเจ้าของรางวัลคือ ฟร้านซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ กับ คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ คนละ 2 สมัย ที่เหลือเป็นของ แกร์ด มุลเลอร์, โลธ่าร์ มัทเธอุส และ มัทเธียส ซามเมอร์
ผู้เล่นเกมรับที่ได้บัลลงดอร์ ?       ตลอดระยะเวลาร่วม 60 ปีที่ผ่านมา รางวัลนี้ส่วนมากตกเป็นของผู้เล่นในตำแหน่งเกมรุก มีผู้รักษาประตูรายเดียวที่เคยได้รางวัลนี้นั่นคือ เลฟ ยาชิน ตำนานนายด่านของสหภาพโซเวียต เป็นเจ้าของรางวัลนี้เมื่อปี 1963 ส่วนผู้เล่นแนวรับ หรือตำแหน่งกองหลังที่ได้รางวัลนี้มีแค่ 3 คนเท่านั้นคือ ฟร้านซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ (1972, 1976) มัทเธียส ซามเมอร์ (1996) และคนสุดท้ายคือ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ (2006)  ดูบอล Online 
แข้งสโมสรเดียวซิวบัลลงดอร์ 3 อันดับ ?     ตั้งแต่มีการแจกรางวัลนี้ครั้งแรกในปี 1956 เรื่อยมาจนปัจจบัน ประวัติศาสตร์ของ “บัลลงดอร์” บันทึก Stats ไว้ว่ามีเพียง 2 สโมสรที่นักเตะในสังกัดเข้าป้ายคว้าบัลลงดอร์ได้ครบทั้ง 3 อันดับ นั่นคือ เอซี มิลาน และ บาร์ซ่า แบ่งได้เป็น 3 ครั้งดังนี้ 
    1988 – เอซี มิลาน เจ้าของรางวัลคือ มารโก แวน บาสเท่น อันดับ 2 และ 3 คือเพื่อนร่วมทีมและเพื่อนร่วมชาติ ได้แก่ รุด กุลลิท และ แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด ตามลำดับ 
   1989 – เอซี มิลาน มาร์โก แวน บาสเท่น ซิวรางวัลนี้ 2 สมัยซ้อน โดยมีเพื่อนร่วมทีมเข้าป้ายตามมาเป็นอันดับ 2 และ 3 ได้แก่ ฟรังโก้ บาเรซี่ และ แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด ตามลำดับ
   2010 – บาร์ซ่า เจ้าของรางวัลคือ ลิโอเนล เมสซี่ อันดับ 2 และ 3 คือเพื่อนร่วมสังกัดได้แก่ อันเดรส อิเนสต้า และ ชาบี้ เอร์นานเดซ ตามลำดับ
1. ขยันทุ่มเทเกินร้อย       อเล็กซิส ทำหน้าที่ได้ดีทั้งเกมรุกและเกมรับ ขยันทุ่มเททุกจังหวะของเกม เมื่อบอลอยู่ในการครอบครองของเขา สามารถสร้างความได้เปรียบให้ทีมได้เสมอ เมื่อไม่มีบอล จะไล่เพรสซิ่งตั้งแต่แดนบนลงมายันแนวรับ ความมุ่งมั่นเกินร้อยคือภาพที่เราเห็นจนชินตา สังเกตได้จากช่วงเวลาทีมดเสียเปรียบ หรือกำลังจะแพ้ หรือเป็นจังหวะการเล่นที่ไม่ได้ดั่งใจ ตัวเขาจะมีอาการหงุดหงิดและไม่พอใจแบบโอเวอร์แอคติ้ง ลักษณะใกล้เคียงกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ถือได้ว่า แพชชั่นหรือว่าอินเนอร์ในเกมจะสูงมากๆ ซึ่งส่งผลดีต่อการกระตุ้นสปิริตนักสู้ของเพื่อนร่วมทีมให้ฮึกเหิมขึ้นมาได้
2. เล่นเกมรุกได้ทุกตำแหน่ง    ตั้งแต่เริ่มสร้างวชื่อกับ อูดิเนเซ่ ต่อมาที่ เจ้าบุญทุ่ม และทุกวันนี้กับ ไอ้ปืนใหญ่ อเล็กซิส เล่นได้สารพัดตำแหน่งในแนวรุก ปีกซ้าย ปีกขวา เพลย์เมกเกอร์ตรงกลาง ศูนย์หน้าตัวเป้าแบบอยู่ค้ำคนเดียว หรือจะเป็นหน้าต่ำคอยเชื่อมเกมก็ทำได้ดี แอสซิสต์เยี่ยม อ่านเกมขาด กระหน่ำทำประตูได้เฉียบขาด เปิดบอลจากริมเส้นได้แม่นยำ ถือว่าทำได้ดีทุกพื้นที่ของเกมรุกเลยทีเดียว   
3. ช่วยเกมรับได้ดีกว่าตัวรุกรายอื่น   อเล็กซิส ต่างจากตัวรุกรายอื่นในเรื่องเกมรับ  โดยเฉพาะความบู๊ ขยันดุดัน ทุ่มเท ตัวเขาจะลงมาล้วงต่ำในแนวรับของทีมตัวเอง และพาบอลสวนกลับทำเกมรุกใส่คู่แข่ง นับเป็นการใช้แรงเยอะกว่าปกติ ซึ่ง “ชายเล็ก” ทำให้เห็นเสมอ และมักทำได้ดี เป็นการแบ่งเบาภาระในเกมรับจากผู้เล่นเกมรุกได้อย่างสุดยอด  
4. แข้งตัวรุกที่ครบเครื่อง
     ตั้งแต่ย้ายมาค้าแข่งใน Premier League เมื่อปี 2014 เรื่อยมาจนทุกวันนี้ “ชายเล็ก” คือหัวใจสำคัญในเกมรุกของ “ปืนใหญ่” ไอ้ปืนใหญ่ อย่างแท้จริง ผลงานแอสซิสต์ และยิงประตูให้ทีมติดอันดับท็อปของลีกแทบทุกฤดูกาล ความเด็ดขาดในการจบสกอร์ทำได้ทุกรูปแบบ ทั้งฟรีคิก จุดโทษ หรือจะเป็นลูกโหม่งก็ทำได้ดี แม้รูปร่างจะเล็กก็ตาม เรื่องเทคนิควิธีส่วนตัวที่แพรวพราวก็ทำได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งหมดคือความสมบูรณ์ของผู้เล่นตัวรุก โดยสรีระไม่ใช่อุปสรรคเลยแม้แต่น้อย 
5. เปลี่ยนเกมได้เสมอเมื่อทีมลำบาก    แข้งทีมชาติชิลีรายนี้มักเป็นทีเด็ดเปลี่ยนเกมให้ทีมได้บ่อยครั้ง ทั้งในฐานะตัวจริงและตัวสำรอง การมี อเล็กซิส อยู่ในสนามนั้น สามารถเป็นตัวชี้ขาดเกมได้เลย โดยเฉพาะในยามที่ทีมเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่กดดันและยากลำบาก นักเตะร่างเล็กรายนี้จะช่วยแก้วิกฤตให้ทีมได้แทบตลอด โดยเฉพาะเกมรุกที่อาจเจาะเกมรับคู่แข่งไม่เข้า “ชายเล็ก” มักจะสร้างความไม่เหมือนกันให้ทีมได้เสมอ นำไปสู่ปลายทางคือผลการแข่งขันที่ดี เข้าทำนอง “คิดอะไรไม่ออก บอกอเล็กซิส” คุณสมบัติตัวเปลี่ยนเกมนี้คืออีกจุดขายสำคัญของนักเตะรายนี้ที่หลายสโมสรต้องการ  ดูบอล Online 

ufa1688  

ประวัติ ดานิเอเล่ รูกานี่

ประวัติ ดานิเอเล่ รูกานี่

ชื่อเต็ม : ดานิเอเล่ รูกานี่
วันเดือนปีเกิด : 29 July 1994 (อายุ 26)
สถานที่เกิด : ลุคก้า, อิตาลี
ส่วนสูง : 190 ซม.
ตำแหน่ง : เซ็นเตอร์แบ็ก

     ดานิเอเล่ รูกานี่ เป็นนักฟุตบอลชาวอิตาลีที่เล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กให้กับสโมสรยูเวนตุสในศึกกัลโช่ เซเรีย อาและทีมชาติอิตาลี

     รูกานี่เริ่มต้นเล่นอาชีพกับเอ็มโปลีในศึกเซเรียบีเมื่อปี 2013 ซึ่งเขาช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นมาเล่นในเซเรียอาได้ทันทีและถูกเลือกเป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของเซเรียบี เกมรับของเขาในฤดูกาลถัดมาทำให้เขาถูกเลือกเป็นหนึ่งในทีมยอดเยี่ยมเซเรียอาปี 2015 ทำให้เขาได้ย้ายไปเล่นกับยูเวนตุสที่ซึ่งเขาคว้าแชมป์เซเรียอาได้ถึง 5 สมัย โคปปา อิตาเลีย 2 ครั้งและซูเปอร์โคปปา อิตาเลียอีก 2 ครั้ง ในระดับทีมชาติเขาติดทีมชาติอิตาลียู 21 ไปเล่นศึกยูโรในปี 2015 และ 2017 และได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่เมื่อปี 2016

     นับตั้งแต่เล่นทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2008 เขาติดทีมชาติไปมากกว่า 90 ครั้งและยิงได้ 30 ประตู เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนปี 2012 คากาวะได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของทวีปเอเชีย

เกียรติประวัติ

เร้ด บูลล์ ซัลซ์บวร์ก
– แชมป์ลีกออสเตรียบุนเดสลีก้า : 2014–15, 2015–16, 2016–17, 2017–18, 2018–19, 2019–20
– แชมป์ออสเตรีย คัพ : 2014–15, 2015–16, 2016–17, 2018–19

หงส์แดง
– พรีเมียร์ลีก : 2019–20

ทีมชาติ
ญี่ปุ่น U-23
– บอลเอเชียเยาวชนอายุไม่เกิน 23 ปี : 2016

ญี่ปุ่นชุดใหญ่
– เอเชียนคัพ รองชนะเลิศ : 2019

เกียรติประวัติส่วนตัว
– ดาวซัลโว AFC U-16 Championship : 2010

          เบน ชิลเวลล์ เป็นนักเตะในตำแหน่งแบ็คซ้ายของ สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมชื่อดังในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และยังเป็นผู้เล่นทีมชาติอังกฤษอีกด้วย

          ชิลเวลล์ เกิดที่ มิลตัน คีนส์ มณฑลบักกิงแฮมเชอร์ เขาเป็นลูกหม้อของอคาเดมี่ เลสเตอร์ ซิตี้ และโชว์ฝีเท้าโดดเด่นเกินอายุจนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีประจำศูนย์ฝึกซ้อมเยาชนของ เลสเตอร์ ในฤดู 2014/15

          ในยุคของกุนซือ เคลาดิโอ รานิเอรี ชิลเวลล์ ได้ถูกโปรโมตรขึ้นชุดใหญ่เจ้าตัวได้โชว์ฝีเท้าให้กับทัพ "สุนัขจิ้งจอก" ในช่วงทัวร์ปรีซีซั่น และได้รับเสื้อหมายเลข 30 ในทีม ก่อนเปิดศึกฤดู 2015/16 หลังจากนั้นเจ้าตัวเดบิวต์เกมแรกในฐานะนักเตะอาชีพ ในแมตช์แข่งขันวันที่ 27 ตุลาคม 2015 ในศึก ลีก คัพ โดยเจอกับ ฮัลล์ ซิตี้ เจ้าตัวเล่นเต็มเกมแต่ไม่สามารถช่วยทีมได้ เลสเตอร์ พ่าย ดวลจุดโทษ 5-4 หลังจากเสมอกันในเวลา 1-1   

          วันที่ 19 พฤศจิกายน 2015 การผจญภัยบทใหม่ของ ชิลเวลล์ ในวัย 18 ปี เริ่มขึ้นเมื่อเขาถูกสโมสรปล่อยแบบยืมตัวไปร่วมทีม ฮัดเดอส์ฟีลด์ ทาวน์ ในศึกแชมเปี้ยน ชิพ จนถึงวันที่ 3 มกราคม 2016 เขาเปิดตัวเกมแรกให้กับ ฮัดเดอส์ฟีลด์ ในเกมที่พวกเขาเปิดบ้านพ่าย มิดเดิ้ลสโบรช์ 0-2

          หลังจากนั้นเส้นทางอาชีพของเขาก้าวขึ้นมาอีกระดับ ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2016 ชิลเวลล์ เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ไปจนถึง ปี 2021 จากนั้นเขาเปิดตัวเกมแรกในพรีเมียร์ลีก กับ เลสเตอร์ ในวันที่ 26 ธันาวาคม 2016 ในเกมที่ "จิ้งจอก" เปิดบ้านพ่าย เอฟเวอร์ตัน 0-2 เขาได้รับคำชื่นชมในเรื่องฟอร์มการเล่นเป็นอย่างมาก โดยในฤดู 2016/17 เจ้าตัวลงเล่นรวมทุกรายการไป 19 นัดซึ่งรวมทั้งการเล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 นัดอีกด้วย และในวันที่ 18 พฤษภาคม 2017 เขาก็ยิงประตูแรกในฐานะนักเตะอาชีพได้สำเร็จ ในเกมที่ เลสเตอร์ เปิดบ้านแพ้ สเปอร์ส 6-1

          ชิลเวลล์ นั้นโดนไล่ออกจากสนามนัดแรกในอาชีพนักเตะ ในวันที่ 13 มกราคม 2018 จากการโดนใบเหลืองที่ 2 ภายในเวลาเพียง 5 นาที ในเกมที่ เลสเตอร์ เสมอ เชลซี 0-
Chelsea news: Lampard gives verdict on new signings Chilwell and Silva |  Metro News

 วันที่ 26 สิงหาคม 2020 ชิลเวลล์ ย้ายจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ไปร่วมทีม เชลซี ในราคา 50 ล้านปอนด์ โดยเซ็นสัญญา 5 ปีด้วยกัน

เกียรติประวัติ
– คว้าชั้นที่ 3 รายการ ยูฟ่า เนชันส์ ลีก กับทีมชาติอังกฤษ ในปี 2019

          6 มิถุนายน 2019 มีข่าวออกมาว่า "ปีศาจแดง" บรรลุสัญญาในการคว้าตัว ดาเนี่ยล เจมส์ เป็นที่เรียบร้อยก่อนที่ในเย็นวันนั้นทาง แมนฯยู จะประกาศคว้าตัวเจมส์ อย่างเป็นทางการด้วยค่าตัวเพียง 15 ล้านปอนด์ (ประมาณ 618 ล้านบาท) ด้วยระยะเวลา 5 ปีพร้อมกับพ่วงอ็อปชั่นเสริมขยายสัญญาในอนาคต หลังจากพรีเมียร์ลีก กลับมาเปิดฉากซีซั่นใหม่ เจมส์ ได้โอกาสลงมาเป็นสำรองก่อนที่จะฉกฉวยโอกาสที่ได้รับทันทีด้วยการยิงประตูได้ตั้งแต่เกมแรกที่ลงสนามในเกมเอาชนะเชลซี 4-0 ก่อนที่หลังจากนั้นเจ้าตัวจะได้รับความไว้วางใจจากโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ มากขึ้นและเจมส์ ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเพราะ 4 เกมแรกเจ้าตัวยิงไปได้ถึง 3 ประตูเลยทีเดียวจนมีชื่อเข้าชิงนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสรในสิงหาคม แต่หลังจากนั้นฟอร์มการเล่นก็ออกสมุทรแบบต่อเนื่องหลุดไปนั่งสำรองซะส่วนใหญ่ก่อนที่จะกลับมาพังประตูได้อีกรอบในเดือนมีนาคม ปี 2020 เลยทีเดียวและต้องรอลุ้นว่าซีซั่นใหม่ที่จะถึงนี้ ดาเนี่ยล เจมส์ คนเดิมจะกลับเข้าฝั่งได้ไหม
ufa1688

รอยสตัน เดรนเธ่

รอยสตัน เดรนเธ่ นักฟุตบอลดาวรุ่งชาวฮอลแลนด์เชื้อสาย ซูรินาเม่ มีชื่อเต็มว่า "รอยสตัน ริคกี้ เดรนเธ่" เกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน ปี 1987 ที่ร็อตเตอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์ ปัจจุบัน ค้าแข้งอยู่กับสโมสร  "ราชันชุดขาว" เรอัล มาริด ยอดทีมในศึกลา ลีกา สเปน ในตำแหน่ง แบ็กซ้าย

เริ่มต้นชีวิตค้าแข้ง

2005-2007 : เฟเยนูร์ด

เดรนเธ่ เริ่มเข้าฝึกปรือวิชาลูกหนังกับโรงเรียนของสโมสร เอ็กเซลเซอร์ ก่อนจะได้รับการคัดเลือกเข้าสู่อะคาเดมีของ เฟเยนูร์ด ร็อตเธอร์ดัม สโมสรซึ่งเป็นสถานที่ขัดเกลาฝีเท้าให้เจ้าตัวแจ้งเกิดขึ้นมาประดับวงการลูกหนังดัตช์ ตามแบบอย่างรุ่นพี่หลายๆ ราย

ดาวเตะหัวเดธร็อค เผยว่าในวัยเด็กเคยเฝ้ามองฮีโร่ลูกหนังอย่าง เอ็ดการ์ ดาวิดส์ จอมบู๊รุ่นพี่ รวมทั้ง โรนัลดินโญ่ ยอดสตาร์แซมบ้า เป็นต้นแบบในการโชว์ชั้นเชิงลูกหนัง อย่างไรก็ตาม ก็จะยังไม่ละทิ้งเอกลักษณ์รูปแบบการเล่นที่ตัวเองคิดค้นขึ้นมาเองเช่นกัน

เดรนเธ่ ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ เฟเยนูร์ด เมื่อปี 2005 เริ่มลงสนามไปวิ่งโชว์ผมหางกระรอก ส่ายลีลาบนผืนหญ้าตรงตำแหน่งแบ็กซ้าย ก่อนจะโชว์พลังเทอร์โบ วิ่งเติมเกมรุกได้อย่างแสบสันต์ จนเป็นเหตุให้โค้ชอดใจไม่ไหว โยกขึ้นไปยืนทำเกมตรงมิดฟิลด์ทางกราบซ้ายในเวลาต่อมา ซึ่งเจ้าตัวก็ทำผลงานได้อย่างไร้ที่ติเช่นกัน

หลังจากมีส่่วนสำคัญพาทีมชาติฮอลแลนด์ชุด ยู-21 เข้าป้ายคว้าโทรฟี่ชนะเลิศ ในรายการชิงแชมป์เยาวชนของทวีปยุโรปมาครองได้สำเร็จ ในปี 2007 เดรนเธ่ ก็ถูกบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป ทั้ง เชลซี, บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด รุมจีบไปร่วมทีม จนหัวกระไดบ้าน แต่ เจ้าตัวได้ถูกเทรนเนอร์ทีมดัตช์ ชุดนั้น ออกมาห้ามปรามว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะออกไปผจญยังลีกชั้นนำของโลกที่เต็มไปด้วยนักเตะกระดูกขัดมันทั้งหลายแหล่ และควรอยู่พัฒนาฝีเข้าให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในลีกบ้านเกิดตัวเองไปก่อน

แต่แล้วความทะเยอทะยาน ก็เป็นเหตุให้เจ้าตัวโบกมืออำลาบ้านเกิดเมืองนอนจนได้ หลังทนความเย้ายวนจากข้อเสนอของทีม เรอัล มาดริด ไม่ไหว ก่อนตกลงปลงใจเซ็นสัญญาย้ายมาค้าแข้งยังถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ด้วยค่าตัวที่ถือว่าไม่น้อยทีเดียว สำหรับผู้เล่นวัยเดียวกัน ที่ราคา 14 ล้านยูโร (ประมาณ 742 ล้านบาท)

2007-ปัจจุบัน : เรอัล มาดริด

และเป็นไปตามคาด ใช่ว่าชีวิตในเส้นทางสายลูกหนังของเจ้าตัวจะโรยด้วยกลีบกุหลาบซะทีเดียว เมื่อต้องมาพบชะตากรรมเหมือนกับดาวรุ่งหลายๆ ราย ที่ไม่อาจสอดแทรกขึ้นมาเบียดแย่งตำแหน่งของบรรดาซุปเปอร์สตาร์ทั้งหลายในกรุงมาดริด ได้ โดยได้รับโอกาสจาก แบรนด์ ชูสเตอร์ นายใหญ่คนปัจจุบัน ลงไปวาดลวดลายบนสนามเพียงแค่ 18 เกมเท่านั้น

แม้จะยังเป็นข้อสงสัยต่อคอลูกหนังขนานแท้ว่าดาวเตะเจ้าของฉายา "นิว ดาวิดส์" นั้น ได้มาเพราะหน้าตามากกว่าฝีเท้ารึเปล่า? อันนี้คงต้องไปถามใจบรรดากุนซือชื่อดังของทีม ยูเวนตุส และ โรม่า สองยักษ์ใหญ่จากอิตาลี รวมทั้ง เบนฟิก้า ลิสบอน แห่งลีกโปรตุเกส เอาเองก็แล้วกัน ที่ต่างพร้อมใจยื่นมือมาช่วยเหลือดาวเตะรายนี้ พร้อมรับไปพิสูจน์ฝีเท้าว่าเป็นของจริง หรือก็อปเกรดเอ ในช่วงซัมเมอร์นี้

ทีมชาติฮอลแลนด์

ในปี 2007 ฝีเท้าของ เดรนเธ่ ไปเข้าตา ฟ็อปป์ เดอ ฮาน เทรนเนอร์ทีมชาติฮอลแลนด์ ชุด ยู-21 เรียกตัวไปติดทัพเป็นครั้งแรก ซึ่งชะตาชีวิตของเจ้าตัวก็ได้เปลี่ยนแปลงทันที นับตั้งแต่ระเบิดฟอร์มเทพเรียกพี่ พาขุนพล "ดัตช์ จูเนียร์" เข้าป้ายคว้าโทรฟี่ชนะเลิศ ในรายการชิงแชมป์เยาวชนของทวีปยุโรปมาครองได้ในท้ายที่สุด

แม้อนาคตกับต้นสังกัดจะยังดูไม่สดใสอย่างที่คาดหวังไว้ แต่เชื่อเหลือเกินว่าหากเจ้าตัวสามารถงัดฟอร์มเก่งดังคืนวันเก่าๆ กลับมาได้อีกครั้ง ในมหกรรมโอลิมปิก เกมส์ ครั้งนี้ โดย "ดาวเตะพลังเทอร์โบ" รายนี้ น่าจะเป็นกุญแจสำคัญพาทีม "อัศวินสีส้ม" หยิบเหรียญใดเหรียญหนึ่งได้อย่างแน่นอน