เกอแว็ง เดอ บรุยน์

เควิน เดอ บรุนย์ กองกลางฟอร์มจรัสของ โวล์ฟสบวร์ก จารึกประวัติศาสตร์ให้กับวงการลูกหนังเยอรมัน ด้วยการทำลายสถิติทำแอสซิสต์มากที่สุดในลีกต่อ 1 ฤดูกาลของ ซเวจ์ดาน มิซิโมวิช ตำนานเพลย์เมกเกอร์ของหมาป่าเมืองเบียร์ลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังบวกเพิ่มอีก 2 แอสซิสต์ในเกมเปิดรังเฉือน โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2-1 เมื่อคืนที่ผ่านมา ตามคำยืนยันจากสโมสร

     จอมทัพวัย 23 กะรัต เปิดให้ ดาเนียล คาลิกูรี ทำประตูขึ้นนำไปก่อนอย่างรวดเร็วตั้งแต่ 38 วินาทีแรก ก่อนที่ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง จะมาซัดจุดโทษให้เสือเหลืองตามตีเสมอเป็น 1-1 แต่แล้วนาทีที่ 49 เจ้าบ้านพลิกขึ้นนำอีกครั้ง จากจังหวะที่ เดอ บรุนย์ เปิดลูกเตะมุมให้ อิวาน เปริซิช โหม่งไปติดบล็อคกองหลังเข้าทาง นัลโด้ พลิกตัวยิงเสียบเสาแรกเข้าไป

     โดยประตูที่สองของโวล์ฟสบวร์กนั้น อดีตดาวเตะเชลซี ไม่ได้มีส่วนทำแอสซิสต์ให้เพื่อนยิงประตูโดยตรงแต่อย่างใด ทว่าสโมสรกลับยืนยัน ว่าจังหวะนั้นนักเตะของพวกเขาคือคนทำแอสซิสต์ได้ และเฉลิมฉลองการทำลายสถิติจ่ายให้เพื่อนทำประตูสูงสุดในลีกต่อ 1 ซีซั่นผ่านทวิตเตอร์สโมสรไปเรียบร้อย

     อย่างไรก็ตาม หากนับจากสถิติอย่างเป็นทางการ เดอ บรุนย์ ยังไม่ได้ทำลายสถิติทำแอสซิสต์มากที่สุดในลีกต่อ 1 ฤดูกาลแต่อย่างใด เพียงแค่ขึ่นไปทาบสถิติของ ซเวจ์ดาน มิซิโมวิช เท่านั้น ด้วยจำนวนแอสซิสต์ทั้งสิ้น 20 ครั้ง

 

ชื่อเต็ม : เกอแว็ง เดอ บรุยน์
วันเกิด : 28 มิถุนายน 1991
เกิดที่ : ดรองเก้น, เบลเยียม
สัญชาติ : เบลเยียม
ส่วนสูง : 181 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองกลางตัวรุก / ปีก

ประวัติส่วนตัว

          เกอแว็ง เดอ บรุยน์ (เกิด มิถุนายน 1991) กองกลางชาวเบลเยียมของสโมสร โวล์ฟสบวร์ก ที่สามารถเล่นได้ทั้งมิดฟิดล์ตัวรุกและปีก เขาเคยเป็นนักเตะเยาวชนของทีม เก็นท์ และ เก็งค์ ในลีกบ้านเกิด ก่อนที่ยักษ์ใหญ่จากอังกฤษอย่าง เชลซี จะเห็นแววเก่งและคว้าตัวไปร่วมทีม แต่เจ้าตัวไม่สามารถเบียดมิดฟิลด์ตัวอื่นขึ้นมาเป็นตัวจริงได้

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง

          เดอ บรุยน์ เริ่มต้นอาชีพนักบอลกับทีมบ้านเกิดอย่าง KVV ดรองเก้น ในปี 2003 และสองปีต่อมา เขาได้เข้าร่วมกับสโมสร เก็นท์ ก่อนที่จะย้ายไปซบทีม เก็งค์ ในปี 2005 ซึ่งเป็นสโมสรอาชีพทีมแรกของเขาในลีกสูงสุดอีกด้วย

เก็งค์ (2008-2012)

          เดอ บรุยน์ ลงสนามประเดิมเป็นเกมแรกไม่ค่อยดีนัก เมื่อต้นสังกัดต้องพบกับความพ่ายแพ้ 0-3 ที่เมือง ชาร์เลอรัว ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2009 หลังจากนั้นในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2010 เขาสามารถยิงประตูให้กับทีมได้เป็นที่เรียบร้อยและช่วยให้ทีมเก็บสามแต้มสำคัญ ด้วยการเอาชนะ สตองดาร์ ลิแอช ซึ่งเขาทำประตูทั้งหมด 5 ลูก และเก็บแอสซิสได้สูงถึง 16 ครั้งจาก 32 เกมลีกในระหว่างฤดูกาล 2010-11

 

          ในวันที่ 29 ตุลาคม 2011 เดอ บรุยน์ ซัดแฮตทริกแรกในชีวิตช่วยให้ทีมเอาชนะ คลับ บรูซ 5-4 โดยเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2012 หลังจากที่เขาได้ยอมรับข้อตกลงของทางสโมสร เชลซี และได้กลับมาช่วยทีมในสัญญายืมตัวชั่วคราวทำประตูเอาชนะ ม็องส์ 2-1 ซึ่งจบฤดูกาลนั้น เขาลงสนามให้กับทีมทั้งหมด 28 เกมและยิงประตูได้ทั้งสิ้น 8 ลูก ก่อนที่จะเก็บข้าวของไปเข้าแคมป์ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์

เชลซี (2012-2014)

          31 มกราคม 2012 ในวันสุดท้ายของตลาดซื้อ-ขายช่วงหน้าหนาว มีรายงานว่ายักษ์ใหญ่จากพรีเมียร์ลีกอย่าง เชลซี ประกาศคว้าตัว เดอ บรุยน์ มาร่วมทัพเป็นที่เรียบร้อย ด้วยค่าตัวราว ๆ 7 ล้านปอนด์ (ประมาณ 340 ล้านบาท) กับสัญญายาว 5 ปีครึ่ง แต่ทางสโมสร เก็งค์ อยากให้เจ้าตัวอยู่ช่วยทีมให้จบฤดูกาล 2011-12 ก่อน

 

          ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2012 เดอ บรุยน์ ลงสนามเป็นเกมแรกให้กับ "สิงห์บลูส์" ในแมตช์อุ่นเครื่องที่เอาชนะ ซีแอ็ตเทิ่ล ซาวน์เดอร์ส สโมสรใน เมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ 4-2 และหลังจากนั้นก็ได้ลงเล่นในช่วงครึ่งเวลาแรกพบกับทีม เปแอสเช ที่สนาม แยงกี้ สเตเดี้ยม, นิวยอร์ค

แวร์เดอร์ เบรเมน (2012-2013) – ยืมตัว

          เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2012 เชลซี ประกาศว่า เดอ บรุยน์ จะย้ายไปร่วมศึก บุนเดสลีก้า กับทีม แวร์เดอร์ เบรเมน ในสัญญายืมตัวจนจบฤดูกาล และเขาสามารถทำประตูแรกให้กับทีมใหม่ช่วยให้ทีมเอาชนะ ฮันโนเวอร์ 3-2 ในวันที่ 15 กันยายน ซึ่ง เดอ บรุยน์ ยังโชว์ฟอร์มได้ดีอย่างต่อเนื่องด้วยการยิงประตูในเกมต่อไป ช่วยให้ทีมเสมอกับ สตุ๊ตการ์ต 2-2 ในวันที่ 23 กันยายน ซึ่งจบฤดูกาลเขาสามารถพาทีมรอดตกชั้นได้ด้วยการเสมอกับ ไอน์ทรัชต์ แฟร้งค์เฟิร์ต ในเกมสุดท้ายของซีซั่นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม

โวล์ฟสบวร์ก (2014-ปัจจุบัน)

          เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2014 สโมสร โวล์ฟสบวร์ก ได้เซ็นสัญญาคว้าตัว เดอ บรุยน์ มาร่วมทัพด้วยค่าตัวราว ๆ 18 ล้านปอนด์ (ประมาณ 873 ล้านบาท) และหลังจากจบมหากาพย์การซื้อ-ขายอันยาวนาน ในวันที่ 25 มกราคม 2014 เขาก็ลงสนามประเดิมให้กับต้นสังกัดใหม่ทันที แต่เป็นทาง โวล์ฟสบวร์ก ที่พลาดท่าพ่ายคาบ้านให้กับ ฮันโนเวอร์ 1-3

          ในวันที่ 12 เมษายน 2014 เดอ บรุยน์ ทำสองแอสซิสให้ทีมเปิดรังเอาชนะ เนิร์นแบร์ก 4-1 และหลังจากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ เขาก็สามารถทำประตูแรกให้กับทีมได้สำเร็จในเกมที่เอาชนะ ฮัมบูร์ก 3-1 นอกจากนี้ยังยิงประตูได้ในสองเกมสุดท้ายของลีกช่วยให้ทีมเอาชนะ สตุ๊ตการ์ต และ กลัดบัค

          เดอ บรุยน์ ซัดประตูแรกสำหรับซีซั่น 2014/15 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2014 จากการวอลเล่ย์สุดสวยนอกกรอบเขตโทษให้ทีมเสมอกับ ลีลล์ ในศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ต่อมาในวันที่ 30 มกราคม 2015 เขาสามารถทำประตูให้ทีมเปิดบ้านเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค 4-1 ซึ่งเป็นการยัดเยียดความปราชัยให้กับแชมป์ บุนเดสลีกก้า เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน เมษายน 2014

 

          เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2015 เขาทำถึงสามแอสซิสให้ทีมเอาชนะ แวร์เดอร์ เบรเมน อดีตทีมที่เคยยืมตัวไปเล่นด้วย 5-3 และต่อมาในวันที่ 12 มีนาคม 2015 เดอ บรุยน์ ซัดสองประตูในเกม ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ให้ทีมเอาชนะ อินเตอร์ มิลาน 3-1 ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเลกแรก

แจ็ค บาร์มบี้ย์ (Jack Barmby)

ตำแหน่ง ศูนย์หน้า
วันเกิด 14 พฤศจิกายน 1994 (25 ปี)
สถานที่เกิด ลอนดอน, อังกฤษ
ทีมชาติ อังกฤษ U19
เข้าร่วมทีม 1 กรกฎาคม 2008

แจ็ค บาร์มบี้ย์ ลูกชายของ นิค บาร์มบี้ย์ อดีตนักเตะทีมชาติอังกฤษ เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในระดับอคาเดมี่ของทีมปีศาจแดง

เขามักจะยึดตำแหน่งทางริมเส้นฝั่งซ้าย แต่เขาก็สามารถขยับไปเล่นข้างหน้าได้ด้วย อย่างที่เขาทำได้ดีมาแล้วใน มิลค์ คัพ 2011 ซึ่งเขาเล่นได้อย่างสุดยอด และยิงประตูได้พอสมควร

เขายังยิงได้ทุกรอบในศึกเอฟเอ ยูธ คัพ จนถึงแมตช์รอบรองชนะเลิศที่แพ้ต่อเชลซีไป เขาถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 18 ปีในเดือนมีนาคม และก็มีชื่อเป็นชอร์ตลิสต์ของรางวัลนักเตะอายุน้อยแห่งปี จิมมี่ เมอร์ฟี่ ด้วย

เขาสามารถสร้างสิ่งที่น่าตื่นเต้นขึ้นมาได้จากจังหวะที่ไม่มีอะไรเลย เขามีเหตุการณ์ที่น่าประทับใจมากมายตลอดฤดูกาล 2011-2012 ก่อนจะปิดฉากด้วยการคว้าตำแหน่งดาวซัลโวของทีมด้วยจำนวน 13 ประตู

ไม่ว่าจะเล่นทางริมเส้นหรือตรงกลาง เขาก็สร้างความอันตรายได้เสมอ เขามีผลงานที่ดีในรายการ ยูธ คัพ และก็ถูกคาดหมายว่าจะเป็นกำลังสำคัญในปีสุดท้ายของเขาสำหรับทีมของ พอล แม็คกินเนสส์ หลังจากที่เขาต้องพลาดการลงเล่นไป 2 – 3 เกม ในช่วงท้ายฤดูกาลที่แล้ว เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บ

ประตูที่เขาทำได้ในนัดอุ่นเครื่องกับคูร์ซอน แอชตัน เมื่อเดือนสิงหาคม แสดงให้เห็นว่าเขาคมกริบขนาดไหนเมื่อได้บอลในกรอบเขตโทษ และเขาก็เพิ่งถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษชุดยู-19 ในช่วงต้นฤดูกาลใหม่นี้ด้วย

มัสซิโม่ ตาอิบี้ (Massimo Taibi)

ตำแหน่ง ผู้รักษาประตู
วันเกิด 18 กุมภาพันธ์ 1970 (50 ปี)
สถานที่เกิด อิตาลี
ส่วนสูง 190

มัสซิโม่ ตาอิบี้ เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับลิคาต้า เขาได้เล่นกับสโมสรแห่งนี้เพียงแค่เกมเดียวเท่านั้น ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับเตรนติโน่ ซึ่งที่นั่นเขาได้กลายเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่ง และได้ลงเล่นถึง 23 เกม

ต่อไปเขาก็ถูกดึงตัวไปเล่นกับเอซี มิลาน ในเซเรีย อา ในฤดูกาล 1990/91 แต่ก็ไม่ได้รับโอกาสลงสนามเลย เขาจึงต้องย้ายทีมอีกครั้ง โดยคราวนี้ไปอยู่กับโคโม่ ต่อไปก็ไปเล่นให้กับปิอาเชนซ่า ซึ่งตาอิบี้ได้ลงเล่นนานถึง 5 ฤดูกาล

ต่อไปปิอาเชนซ่าก็ตัดสินใจขายเขาให้กับสโมสรที่ไม่เคยส่งเขาลงเล่นเลยอย่างเอซี มิลาน หลังจบฤดูกาล 1996/97 แต่คราวนี้ตาอิบี้ได้ลงเล่นกับทีมปีศาจแดงดำสักที โดยเขาเป็นผู้รักษาประตูสำรองให้กับ เซบาสเตียโน่ รอสซี่ ต่อไปเขาก็ถูกขายให้กับเวเนเซีย ซึ่งเขาได้ลงเล่นแทบจะทุกเกมเลยก็ว่าได้

ในปี 1999 Manchester United ยอมทุ่มเงิน 4.5 ล้านปอนด์ซื้อตัวตาอิบี้มาร่วมทีมในช่วงที่กำลังหาตัวตายพาร์ทเนอร์ของ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล เขาประเดิมสนามในเกมที่พบกับหงส์แดง ซึ่งเขาก็ออกมาตัดบอลพลาดในลูกฟรีคิก ทำให้ ซามี่ ฮูเปีย ทำประตูได้ แต่หลังต่อไปเขาก็งัดฟอร์มเซฟอุตลุด รวมถึงลูกดวลหนึ่งต่อหนึ่งกับ วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์ ด้วย เกมนั้นจบลงด้วยชัยชนะ 3-2 ของปีศาจแดง และเขาก็ได้รับการโหวตให้เป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์

ตาอิบี้ต้องแย่งตำแหน่งมือหนึ่งของทีมกับทั้ง มาร์ค บอสนิช และ ไรมอนด์ ฟาน เดอร์ ฮาว แต่ผลงานของเขาหลังต่อไปก็ถูกสื่อมวลชนสับเละไม่มีชิ้นดี หลังจากพลาดรับลูกยิงง่ายๆ ของ แมทธิว เลอ ทิสซิเอร์ ลอดขาเข้าประตูไป ทำให้เซาแธมป์ตันคว้าผลเสมอได้สำเร็จ แถมหลังต่อไปก็บุกไปโดนเชลซียิงกระหน่ำ 5-0 อีก

เดือนมกราคม 2000 ตาอิบี้ถูกส่งไปให้กับเรจจิน่าแบบยืมตัวจนจบฤดูกาล และหลังต่อไปปีศาจแดง ก็ขายขาดด้วยค่าตัว 2.5 ล้านปอนด์ในเดือนกรกฏาคม 2000

วันที่ 1 เมษายน 2001 ตาอิบี้สามารถทำประตูได้ด้วยการเติมขึ้นมาโขกจากลูกเตะมุมในนาทีที่ 87 ตีเสมออูดิเนเซ่เป็น 1-1 นั่นทำให้เขากลายเป็นนายทวารคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของเซเรีย อา ที่สามารถทำประตูได้จากลูกโอเพ่นเพลย์ต่อจาก มิเกลันเจโล่ รัมปุลล่า

ตาอิบี้ย้ายไปเล่นกับอตาลันต้าในปี 2005 ต่อไปก็ไปอยู่กับโตริโน่ และก็มาแขวนถุงมือกับอัสโคลี่ในปี 2009

Demarai Gray (เดมาราย เกรย์)

NATIONALITY :อังกฤษ DATE OF BIRTH : 28 มิถุนายน 1996

HEIGHT :180 CM. WEIGHT :74 KG

เดมาราย เกรย์ (Demarai Gray)  ufa1688
เดมาราย เกรย์ ย้ายจาก เบอร์มิ่งแฮม มาอยู่กับ เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อช่วงต้นปี 2016 โดยเซ็นสัญญาฝากอนาคตไว้ที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ไปจนถึงปี 2020 ซึ่งก่อนที่ เกรย์ จะย้ายมาสวมเสื้อ จิ้งจอกสยาม เจ้าตัวฝากผลงานอันน่าประทับใจมากมายเอาไว้จากการรับใช้ต้นสังกัดเดิม จนได้รับคำสรรเสริญจากสื่อมวลชนและคนในวงการว่าเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งของแดนผู้ดีเลยทีเดียว 

เกรย์ เริ่มเล่นฟุตบอลกับทีม ตราลูกโลก มาตั้งแต่อายุเพียง 10 ขวบเท่านั้น ผ่านงานมากับทีมเยาวชนของสโมสรทุกรุ่น ก่อนจะได้รับโอกาสลงประเดิมสนามในฐานะตัวสำรองครั้งแรกในเกมที่ มิลล์วอลล์ ในเดือนตุลาคม 2013 ซึ่ง เกรย์ มีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้นในเวลานั้น และประตูของปีกวัยโจ๋รายนี้เกิดขึ้นในเกมกับ กุหลาบไฟ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ในเดือนเมษายน 2014 สำหรับจุดเด่นของดาวโรจน์รายนี้อยู่ความเร็วเหนือเสียงและความคล่องตัว แถมยังเป็นตัวสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนร่วมทีมได้อย่างยอดเยี่ยม ผลงานของแข้งวัยกระเตาะรายนี้ไปเตะตาแมวมองของ เลสเตอร์ ซิตี้ ในเกมที่เจอกันช่วงปรี-ซีซั่น ปีที่แล้ว ก่อนที่ จิ้งจอกสยาม จะได้ลายเซ็นปีกวัย 19 ปีช่วงต้นปี 2016

เกรย์ ลงเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษมาแล้ว 3 รุ่นไม่ว่าจะเป็น U18 U19 U20 U21 โดยในเดือนกันยายน 2015 เกรย์ ลงเล่นในตำแหน่งปีกซ้ายประสานงานกับแข้งเยาวชนจาก เลสเตอร์ ซิตี้ อีกหนึ่งรายอย่าง เบน ชิลเวลล์ ในเกมที่รับใช้ สิงโตน้อย U20 เจอกับ ทีมชาติสาธารณรัฐเช็ก U20 หลังจากนั้นเด็กหนุ่มจากลอนดอนกลางพัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ ระหว่างฤดูกาล 2014-2015 อัพเกรดความเร็วและเทคนิค รวมถึงการจบสกอร์ ได้ดีเยี่ยม ด้วยการซัดไป 6 ประตู จากการลงสนาม 43 เกมในปีนั้นให้กับ เบอร์มิ่งแฮม

สำหรับชอตน่าประทับใจที่สุดของไอ้หนูรายนี้น่าจะหนีไม่พ้นการกระหน่ำแฮตทริกใส่ เรดดิ้ง เมื่อเดือนธันวาคม 2014 จนได้รับการโหวตเป็นดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร เดมาราย ปรากฏตัวในยูนิฟอร์ม เลสเตอร์ ซิตี้ ครั้งแรกในเกมลีก คัพ ที่ต้องบุกไปเยือน สเปอร์ส เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่่ผ่านมา แถมยังเป็นการออกสตาร์ทเป็นตัวจริงให้ จิ้งจอกสยาม และสร้างผลงานแจ้งเกิดได้เต็มตัวจากการแอสซิสต์ให้ มาร์ชิน วาร์ซิเลฟสกี้ ยิงประตูได้ในเกมที่เสมอกัน 2-2 โดย 6 วันต่อมา เกรย์ ลงเล่นพรีเมียร์ลีก เป็นครั้งแรก โดยลงเป็นตัวสำรองแทน มาร์ค อัลไบร์ทตัน ในเกมที่บุกไปเสมอ แอสตัน วิลล่า 1-1

เมื่อใดก็ตามที่ เกรย์ ได้รับโอกาสลงสนาม บรรดากองหลังจะต้องเจอกับปัญหาทุกครั้ง ก่อนที่ฤดูกาลแรกในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ กับ เลสเตอร์ ซิตี้ จะจบลงด้วยสถิติ 2 แอสซิสต์จากการลงสนาม 14 เกมรวมทุกรายการ แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เข้าคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนั้นได้สำเร็จ

ปัจจุบัน เดมาราย เกรย์ เป็นหนึ่งในนักเตะทีมชาติอังกฤษ ชุด U-21 ที่ ไอดี้ บูธรอยด์ กุนซือสิงโตชุดเล็กจะขาดไม่ได้ไปแล้ว

ชาร์นี่ เอกานเกเมเน่ (Charni Ekangamene) มิดฟิลด์ผู้มีความเร็วสูง

ชาร์นี่ เอกานเกเมเน่ (Charni Ekangamene)

ตำแหน่ง ห้องเครื่องแดนกลาง, มิดฟิลด์
วันเกิด 16 กุมภาพันธ์ 1994 (26 ปี)
สถานที่เกิด อันท์เวิร์ป, เบลเยียม
ทีมชาติ เบลเยียม U16, U17
เข้าร่วมทีม 1 กรกฎาคม 2010

ชาร์นี่ เอกานเกเมเน่ ทีมปีศาจแดงเซ็นสัญญาซื้อตัวผู้เกิดในเบลเยี่ยมแต่มีเชื้อสายคองโกมาจาก รอยัล อันท์เวิร์ป ซึ่งที่นั่นเขาเล่นได้ประทับใจแมวมองของManchester United มาก

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ามิดฟิลด์ผู้มีความเร็ว และพละกำลังรายนี้ได้รับความสนใจจากทั้งไอ้ปืนใหญ่,Chelseaและอาแจ็กซ์ แต่ท้ายที่สุดชาร์นี่ก็เลือกย้ายมาที่เมืองแมนเชสเตอร์ แทนที่จะเป็นลอนดอนหรืออัมสเตอร์ดัม
ทุกคนในทีมสำรอง และอคาเดมี่จดจำเขาได้ทันทีในแมตช์เปิดตัวกับแมนฯ ยู ในฤดูกาลที่ 2 ซึ่งเขาถูกเปลี่ยนตัวลงมา และนำทีมเอาชนะวีแกน แอธเลติก ไปได้

ร่างกายที่กำยำของเขาช่วยให้แผงมิดฟิลด์มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เขายังสามารถเล่นเป็นแบ็คตัวเติมเกมส์ได้อีกด้วย แต่การเข้าบอลแบบหนักหน่วงของเขาอาจจะทำให้เขาต้องระวังมากขึ้นในตำแหน่งนี้
หลังจากได้ลงเป็นตัวจริง 18 เกม และเปลี่ยนตัวลงมา 2 เกมในฤดูกาล 2011-2012 เขาก็ตั้งใจที่จะสร้างชื่อให้ได้ในระดับทีมสำรอง

จอมเข้าบอลหนักรายนี้ได้มีส่วนร่วมกับทีมในเกม แลงคาเชียร์ ซีเนียร์ คัพ รอบรองชนะเลิศ พบกับแบล็คพูล ที่สนาม มอสส์ เลน และก็โชว์ให้เห็นถึงความมั่นใจในตัวเองเต็มเปี่ยม เมื่อเขาเลือกชิพบอลข้ามหัว มาร์ค ฮัลสเตด เข้าประตูไปในการดวลจุดโทษ ufa1688

โอลิเวอร์ โรล์ฟ คาห์น (Oliver Rolf Kahn)

ข้อมูลส่วนตัว ufa1688

ชื่อ โอลิเวอร์ โรล์ฟ คาห์น

วันเกิด 15 มิถุนายน 1969

เกิดที่ คาร์ลสรูห์, เยอรมัน

ตำแหน่ง ผู้รักษาประตู

ส่วนสูง 188 ซม.

ฉายา “คิง คาห์น” หรือ “เดอะ ไททัน”

สโมสรทุกวันนี้ เสือใต้ (แขวนสตั๊ด)

หมายเลขเสื้อ 1

แม้ว่าจะแขวนถุงมือไปแล้ว แต่ชื่อของ โอลิเวอร์ คาห์น แห่งเสือใต้ ก็คงจะถูกจดจำในฐานะหนึ่งในสุดยอดผู้รักษาประตูแถวหน้าของโลกในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมาอย่างไม่ต้องสงสัย

คาห์น เริ่มต้นการค้าแข้งอาชีพกับคาร์ลสรูห์ ซึ่งเป็นทีมในบ้านเกิดเมื่อปี 1987 ก่อนที่จะย้ายมาร่วมทีม “เสือใต้” เมื่อปี 1994 และกลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของวงการฟุตบอลเยอรมัน เมื่อคว้าแชมป์บุนเดสลีก้าได้ถึง 8 สมัย, เดเอฟเบ โพคาล 6 สมัย,  UEFA  คัพ,  UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก และอินเตอร์คอนติเนนทัล คัพ อย่างละสมัย นอกต่อไป ยังคว้ารางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของยุโรป 4 ปีติดต่อกันด้วย

 หลังจากที่ใช้เวลาในการเป็นตัวสำรองอยู่ 3 ปีที่คาร์ลสรูห์ คาห์น ก็ได้รับโอกาสให้ลงเป็น 11 คนแรกเมื่อปี 1990 ภายใต้การคุมทัพของ วิลเฟรด เชเฟอร์ และเขาก็ไม่ทำให้เจ้านายต้องเสียใจเมื่อเป็นกำลังสำคัญให้ทีมมาตลอดซึ่งรวมถึงการนำทีมเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ UEFA  คัพ ในฤดูกาล 1993-94

 ผลงานการป้องกันประตูที่เหนียวหนึบของเขา ทำให้เสือใต้ ตัดสินใจทุ่มเงิน 2.5 ล้านยูโร (ราว 125 ล้านบาท) ซึ่งนับเป็น Stats ค่าตัวสูงสุดของผู้รักษาประตูในเวลานั้น เพื่อดึงตัวมาเฝ้าเสาให้ในฤดูกาล 1994-95 และเป็นนายด่านเบอร์ 1 ของทีม “เสือใต้” มาอย่างโดยตลอด

 ในปี 1999 “คิง คาห์น” ก็ต้องพบกับความชอกช้ำอย่างหนักเมื่อบาเยิร์น พลาดท่าพ่ายให้กับแมนฯ ยู ในนัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่สนามคัมป์ นู เมื่อเขาเสีย 2 ประตูในนาทีสุดท้ายและช่วงทดเวลา ทำให้ “ปีศาจแดง” แซงชนะไปอย่างเจ็บแสบ 2-1 จนกลายเป็นที่ขนานนามกันว่า “โศกนาฎกรรมแห่งคัมป์ นู”

 ยังไงก็ตาม ในอีก 2 ปีต่อมา คาห์น ก็แก้ตัวได้สำเร็จเมื่อถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในนัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ เมื่อพาบาเยิร์น คว้าเหรียญชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ ด้วยการเฉือนชนะ บาเลนเซีย ในการดวลจุดโทษ และเป็นการพา “เสือใต้” เป็นเจ้ายุโรปสมัยที่ 4 ด้วย

 คาห์น สร้างชื่อให้ตัวเองอีกครั้งในปี 2007 เมื่อกลายเป็นผู้รักษาประตูที่ทำ Stats คลีนชีตเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีก้าเมื่อทำได้ 190 นัด และเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2007 เขาก็ลงเฝ้าเสาในลีกเป็นเกมที่ 535 ซึ่งถือว่าเยอะที่สุดในบรรดานายทวารทั้งหมด

 หลังจากที่ลงเตะอาชีพมานานกว่า 2 ทศวรรษ คาห์น ก็ประกาศว่าเขาจะไม่ต่อสัญญากับบาเยิร์นอีกเมื่อจบฤดูกาลนี้ และเขาก็ได้ทำตามที่ลั่นวาจาเอาไว้ แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถปิดฉากด้วยการคว้าดับเบิลแชมป์ เมื่อพลาดท่าพ่ายเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก จากรัสเซีย แบบเละเทะ 0-4 ในรอบรองชนะเลิศ UEFA  คัพ

 ทว่า อย่างน้อย “คิง คาห์น” ก็ยังช่วยให้ “เสือใต้” กลับมาคว้าแชมป์บุนเดสลีก้าได้อีกครั้ง ด้วยการถล่ม แฮร์ธ่า เบอร์ลิน 4-1 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และนั่นก็ทำให้นายทวารจอมเก๋าลงเฝ้าเสาให้บาเยิร์นไปทั้งหมด 428 นัด จนถูกยกให้เป็นตำนานผู้รักษาประตูของยักษ์ใหญ่แห่งแคว้นบาวาเรียเช่นเดียวกับ เซปป์ ไมเออร์

 ด้าน ผลงานในทีมชาติ คาห์น ได้ลงเฝ้าเสาให้ทีมอินทรีเหล็กเป็นครั้งแรกในเกมที่พบกับ สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 1995 และก็เป็นหนึ่งในทีมเยอรมันชุดคว้าแชมป์ยูโร 2006 แต่เขาก็ต้องใช้เวลาส่วนมากอยู่บนม้านั่งสำรอง จนกระทั่ง อันเดรียส ค็อปเค่ ประกาศอำลาแขวนถุงมือหลังจบศึกฟุตบอลโลก 1998

 กระนั้นก็ตาม คาห์น ที่ได้สวมเสื้อหมายเลข 1 ให้กับทีมอินทรีเหล็ก กับต้องพบกับความเสียใจอย่างหนักศึกยูโร 2000 เมื่อเยอรมัน แชมป์เก่า ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับโรมาเนีย, เมืองผู้ดี และโปรตุเกส ต้องกระเด็นตกรอบแรกแบบพลิกความคาดหมาย. โดยหลังต่อไป คาห์น ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมชาติต่อจาก โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟฟ์

 ในศึกฟุตบอลโลก 2002 ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพร่วม คาห์น ได้รับเลือกให้เป็นผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ “เลฟ ยาชิน อวอร์ด” หลังจากเสียไปแค่ 3 ประตู ก่อนนำทีมเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ ก่อนจะพ่ายให้กับ บราซิล ไปอย่างหวุดหวิด และฟอร์มอันสุดยอดเยี่ยมของเขาก็ทำให้กลายเป็นนายทวารคนแรกที่ได้รับรางวัล “โกลเดน บอล อวอร์ด” ในศึกฟุตบอลโลก

 อีก 2 ปีต่อมา เยอรมัน ก็ต้องจอดป้ายแค่รอบแบ่งกลุ่มอีกครั้งในศึกยูโร 2004 ที่โปรตุเกส และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คาห์น ก็เสียตำแหน่งนายทวารเบอร์ 1 ของทีมชาติ เมื่อ เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ กุนซือทีมอินทรีเหล็ก ให้โอกาส เยนส์ เลห์มันน์ ของไอ้ปืนใหญ่ ได้ลงสนามมากขึ้น ก่อนจะตัดสินใจประกาศให้ เลห์มันน์ เป็นตัวจริงในศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมัน เป็นเจ้าภาพ ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับ คาห์น

 ยังไงก็ตาม คาห์น ก็ยังยอมลงเล่นเป็นตัวสำรองให้กับทีม และเมื่อ เยอรมัน แพ้ในรอบรองชนะเลิศ คลิ้นส์มันน์ ก็ให้โอกาสเขาลงเฝ้าเสาในเกมชิงอันดับที่ 3 พร้อมกับให้เป็นกัปตันทีมแทนที่ มิชาเอล บัลลัค ที่ไม่ได้ลงเล่น และนายด่านบาเยิร์น ก็ไม่ทำให้โค้ชต้องเสียใจเมื่อโชว์ฟอร์มเซฟสวยๆ ได้หลายครั้งและช่วยให้ทีมเอาชนะโปรตุเกส 3-1 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2006 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายในการเล่นทีมชาติของเขาด้วย

 สำหรับชีวิตส่วนตัวนั้น คาห์น ได้แยกทางกับ ซิโมเน่ ภรรยาคนแรก ที่มีลูกพร้อมกัน 2 คนเมื่อปี 2003 โดยการหย่ามีขึ้นหลังจากที่สื่อในเมืองเบียร์ตีพิมพ์ภาพสวีตหวานระหว่าง คาห์น กับ เวเรน่า เคิร์ธ อดีตบาร์เกิร์ล ในระหว่างที่เขาทิ้งภรรยาที่กำลังตั้งท้องลูกคนที่ 2 ได้ 8 เดือน ท่ามกลางการวิพากษ์ติชมอย่างหนักของคนในสังคม แต่ คาห์น ก็ยังคบหากับ เคิร์ธ มาจนถึงทุกวันนี้

เกียรติประวัติ

กับเสือใต้

แชมป์บุนเดสลีก้า : 1997, 1999, 2000, 2001, 2003, 2005, 2006, 2008 (กับเสือใต้)

แชมป์เดเอฟเบ โพคาล : 1998, 2000, 2003, 2005, 2006, 2008

แชมป์ลีกา โพคาล : 1997, 1998, 1999, 2000, 2004, 2007

แชมป์ UEFA  คัพ : 1996

แชมป์ UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก : 2001

แชมป์อินเตอร์คอนติเนนทัล คัพ : 2001

กับทีมชาติเยอรมัน

แชมป์ยูโร : 1996

รองแชมป์ฟุตบอลโลก : 2002

อันดับ 3 ฟุตบอลโลก : 2006

เหรียญทองแดงฟีฟ่า คอนเฟดเดอเรชั่น คัพ : 2005

ความสำเร็จส่วนตัว

แมน ออฟ เดอะ แมตช์ นัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก : 2001

ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของ IFFHS :1999, 2001, 2002

ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของยุโรป : 1999, 2000, 2001, 2002

ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของสโมสรยุโรป : 1999, 2000, 2001, 2002

นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของเยอรมัน : 2000, 2001

นักฟุตบอลยอดเยี่ยมอันดับ 2 ของฟีฟ่า : 2002

ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของบุนเดสลีก้า : 1994, 1997, 1998, 1999, 2000, 2001, 2002

นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของศึกฟุตบอลโลก : 2002

ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของศึกฟุตบอลโลก : 2002

ทีมยอดเยี่ยมของฟีฟ่า (ออล-สตาร์) : 2002

 UEFA  แฟร์ เพลย์ : 2001

สปอร์ต-บิลด์ อวอร์ด : 2006

โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ (Roberto Firmino Barbosa de Oliveira)

โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ หรือ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ บาร์โบซ่า จี โอลีเวย์ร่า เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1991 เขาเป็นเด็กหนุ่มที่เกิดและเติบโตขึ้นในเมือง มาเซย์โอ ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งที่อยู่ติดกับทะเล โดยเขาเติมโตขึ้นมาพร้อมกับความฝันที่เหมือนกับเด็กชายชาวบราซิลทุกคนคือต้องการที่จะเป็นนักฟุตบอล เขาได้ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดของตัวเองอยู่ถึงอายุ 14 ปี ก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางเข้ามาทดสอบฝีเท้ากับทาง คลับ เด เรกาตัส สโมสรท้องถิ่นของประเทศบราซิล https://ufa1688.co/

เริ่มต้นเส้นนักฟุตบอลอาชีพ
ในช่วงแรกนั้นโค้ชผู้ฝึกสอนได้ตัดสินใจเลือกที่จะให้เขาเล่นฟุตบอลในตำแหน่ง แบ็คตัวเติมเกมส์ และ เซนเตอร์แบ็ค เพราะมีรูปร่างที่ใหญ่โตและเล่นลูกกลางอากาศได้อย่างดี แต่ยังไงก็ตามหลังจากที่ เฟอร์มิโน่ ได้ก้าวขึ้นมาติดทีมเยาวชนชุด U-18 บทบาทการเล่นของเขาก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนไป เพราะบรรดาโค้ชได้มองเห็นถึงเรื่องของหน่วยก้านแล้วจึงเชื่อกันว่าหากเขาได้เปลี่ยนตำแหน่งขึ้นไปเล่นในแนวรุกนั้นจะต้องกลายเป็นนักฟุตบอลที่สามารถประสบความสำเร็จในอาชีพการค้าแข้งได้อย่างแน่นอน เฟอร์มิโน่ ทำผลงานออกมาได้อย่างหน้าประทับใจ จนถูกเรียกตัวให้ขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ของสโมสร คลับ เด เรกาตัส จนถูกจับตามองจากมากมายสโมสรในประเทศ จนกระทั่งในปี 2009 เขาได้ย้ายไปร่วมทีมกับสโมสร ฟิกูเรนเซ่ ในลีกซีเรีย บี ในฐานะของนักเตะแนวรุก เขาย้ายเขามาอยู่กับสโมสร ฟิกูเรนเซ่ และสามารถปรับตัวเข้ากลับสโมสรใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในฤดูกาลนั้นเขาสามารถทำผลงานออกมาได้อย่างสุดยอดเลยทีเดียว โดยเขามีส่วนช่วยทำให้ทีมสามารถเลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่ในลีกสูงสุดของประเทศบราซิลได้สำเร็จ หลังจากที่เขาสามารถพาทีมขึ้นมาเล่นอยู่ในลีกสูงสุดของประเทศบราซิลได้นั้น ทำให้สโมสรจากทวีปยุโรปได้ให้ความสนใจที่จะดึงตัว เฟอร์มิโน่ มาเสริมทัพ จนในที่สุดเป็นสโมสร ฮอฟเฟ่นไฮม์ ทีมจากบุนเดสลีก้า ที่สามารถซื้อตัวเขาไปร่วมทีมได้สำเร็จในปี 2010
เฟอร์มิโน่ ย้ายเข้ามาอยู่กับ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในช่วงระยะเดือนธันวาคม 2010 โดยสัญญากับทีมใหม่ของเขาจะจบลงในเดือนมิถุนายน 2015 ด้วยความมุ่งมั่นและการปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างดีของเขา ทำให้เขาใช้เวลาเพียงแค่ 1 เดือนก็ได้รับโอกาสในการลงสนามในฐานะตัวสำรองในนาทีที่ 75 ซึ่ง เฟอร์มิโน่ ได้ลงสนามมาแทนที่ของ เซบาสเตียน รูดี้ ซึ่งไม่นานหลังจากที่เขาได้รับโอกาสลงสนามในวันนั้น วันที่ 16 เมษายน 2011 เขาก็สามารถทำประตูแรกให้กับสโมสรใหม่ในแดนเยอรมันได้สำเร็จ และยังเป็นประตูชัยช่วยให้ ฮอฟเฟ่นไฮม์ เอาชนะ ไอน์ทรัคซ์ แฟร้งค์เฟิร์ต ในการแข่งขันฟุตบอลลีก ศึกบุนเดสลีก้าไปได้
หลังต่อไป เฟอร์มิโน่ ต้องถูกดร็อปเป็นเพียงแค่ตัวสำรอง เพื่อเปิดทางให้กับ ชิเนดู โอบาซี่ สไตเกอร์ชาวไนจีเรีย ได้มีโอกาสในการลงสนามอย่างเรื่อยๆ จนหมดลงเดือนพฤศจิกายน 2011 เขาได้ทำการฝึกซ้อมอย่างหนัก จนได้รับโอกาสในการลงสนามจากเกมนัดตกค้างกับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น หลังต่อไปต่อมาเขาก็สามารถทำประตูให้กับสโมสรได้อีก 2 ประตู โดยทั้ง 2 ประตูนั้นได้มาจาก โวล์ฟสบวร์ก และ โบรุสเซีย มึนเซ่นกลัดบัค
จนกระทั่งในฤดูกาล 2012-2013 เฟอร์มิโน่ ทำผลงานออกมาได้อย่างสุดยอดจนสามารถกลับมายึดตำแหน่งตัวจริงในสนามได้ ด้วยฟอร์มการเล่นที่เขาโชว์ออกมาในสนามให้กับกองเชียร์ได้ชื่นชมกันนั้น โดยเขาสามารถจบซีซั่นดังกล่าวไปกับผลงานสุดร้อนแรงของตัวเองด้วยการลงสนาม 36 เกม และยังสามารถทำไปได้อีก 7 ประตู ด้วยผลงานอันสุดยอดเยี่ยมของ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ทำให้กัปตันทีมอย่าง อันเดรส เบ็ค ถึงขนาดต้องออกมาเชิดชูเขาว่าเป็นนักฟุตบอลที่มีการพัฒนาฝีเท้าได้อย่างน่ามหัศจรรย์ จนทำให้สโมสร ฮอฟเฟ่นไฮม์ ไม่รอช้าเลือกที่จะขยายสัญญาของดาวเตคะแนวรุกคนนั้นไปยาวถึง 3 ปี จนทำให้ฤดูกาล 2013-2014 เขามีส่วนช่วยให้สโมสรก้าวขึ้นไปจบอยู่ในอันดับที่ 4 ของ บุนเดสลีก้าได้อย่างงดงาม ในฤดูนี้ตัวเขาสามารถทำประตูไปได้ถึง 16 ลูกเลยทีเดียว โดยรวมแล้ว เฟอร์มิโน่ ได้ย้ายมาอยู่กับสโมสร ฮอฟเฟ่นไฮม์ เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 4 ปี และสามารถทำประตูให้กับสโมสรไปได้ถึง 38 ประตู จากการลงสสนามไปทั้งหมด 140 นัด
ด้วยฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นทำให้เขากลายเป็นดาวเตะที่ถูกจับตามองจากสโมสรชั้นนำในทวีปยุโรปเป็นจำนวนมาก ซึ่งสุดท้ายแล้วเป็นสโมสร หงส์แดง ที่สามารถบรรลุข้อตกลงกับทาง ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในการซื้อตัว โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ไปได้ด้วยค่าตัว 29 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,450 ล้านบาท

สร้างความยิ่งใหญ่กับ หงส์แดง
ในช่วงวันที่ 23 มิถุนายน 2015 ขณะที่ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ กำลังช่วยทีมชาติบราซิล สู้ศึก โคปา อเมริกา 2015 ที่จัดขึ้นในประเทศชิลี ทางด้านสโมสร ฮอฟเฟ่นไฮม์ ได้ทำการรับข้อเสนอจากทางสโมสร หงส์แดงลิเวอร์พูล และได้ตกลงรายละเอียดต่างๆ กับทาง หงส์แดงลิเวอร์พูล รวมถึงทางรายละเอียดส่วนตัวของดาวเตะรายนี้ จึงทำให้ในฤดูกาล 2015 เฟอร์มิโน่ ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในถิ่น แอนฟิลด์ ทันที แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะลงสนามในสีเสื้อของ หงส์แดงลิเวอร์พูล ได้ เพราะของยังคงต้องรอการอนุมัติจาก เวิร์ค เพอร์มิต ก่อน
จนกระทั่งในวันที่ 9 สิงหาคม 2015 เฟอร์มิโน่ ได้รับโอกาสการลงสนามให้กับ หงส์แดงลิเวอร์พูล เป็นครั้งแรกโดยการเปลี่ยนตัวลงไปแทน จอร์ดอน ไอบ์ ในนัดที่ ทัพหงส์แดง บุกไปเยือนและเอาชนะ สโต๊ก ซิตี้ ไปได้ 1-0 ต่อมาในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2015 เขาได้รับโอกาสในการลงสนามเป็นตัวจริงด้วยการลงเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าของทีมและสามารถทำประตูแรกให้กับสโมสรได้สำเร็จ ซึ่งเป็นนั่นเป็นการแข่งขันที่สโมสรออกไปเยือนและเอาชนะ Manchester City ไปได้ถึง 4-1 ซึ่งเขาใช้เวลาเพียงไม่นานมากนักก็สามารถที่จะระเบิดฟอร์มสุดยอดของตัวเองออกมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก และยังสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงในทีมไปได้แบบรวดเร็ว พร้อมกันนี้เขายังกลายเป็นที่รักของสาวกอย่างมากมายเลยทีเดียว
ในฤดูกาล 2016-2017 เฟอร์มิโน่ ได้รับการไว้วางใจจาก เจอร์เก้น เยือร์เกิน คล็อพ ในการลงสนามช่วยทีมอย่างเรื่อยๆในตำแหน่งหน้าเป้า โดยเขาสามารถทำผลงานในตำแหน่งนี้ออกมาได้อย่างดีแบบน่าเหลือเชื่อ ทั้งการทำประตูและการอ่านเกมต่างๆ โดยเขาสามารถทำประตูแรกฤดูกาล 2016-2017 ในนัดที่ หงส์แดง เอาชนะ เบอร์ตันอัลเบียน ในการแข่งขัน อีเอฟแอลคับไปถึง 5-0 ช่วยให้สโมสรสามารถผ่านเข้ารอบ 3 ได้สำเร็จ ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2016 เฟอร์มิโน่ สามารถทำประตูเพิ่มให้กับตัวเองได้อีก 2 ประตู ในการแข่งขัน Premier League นัดเปิดบ้านแอนฟิลด์ ชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ ไปถึง 4-1 หลังต่อไปเป็นต้นมา เฟอร์มิโน่ ก็สามารถถล่มประตูได้อย่างไม่หยุดมาโดยตลอด และยังเป็นส่วนร่วมที่พาสโมสรก้าวขึ้นไปจบในอันดับที่ 4 ของตารางคะแนน Premier League ได้สำเร็จ ด้วยการลงสนาม 35 นัด และทำไปได้ถึง 11 ประตู

การเปลี่ยนแปลง เบอร์ 11 สู่เบอร์ 9
ต่อมาในฤดูกาล 2017-2018 โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ได้เปลี่ยนสวมหมายเลข 9 แทนหมายเลข 11 ที่มอบให้ทาง โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ปีกตัวจี๊ดที่เพิ่งย้ายมาจากสโมสรโรมาในฤดูกาลนั้น ซึ่งการย้ายเข้ามาของ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ทำให้ เฟอร์มิโน่ ลดงานของตัวเองลงไปได้อย่างมาก เพราะมีทั้ง ซาดิโอ มาเน่ และ ซาลาห์ ช่วยสร้างสรรค์เกมให้กับตัวเขาได้จบสกอร์ได้อย่างสบายๆ จนทำให้นี่กลายเป็น 3 ประสานที่น่ากลัวและหาตัวจับยากเป็นอย่างมากเลยทีเดียว จากความร้อนแรงของ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่, และโรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ที่ทำผลงานออกมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ โดยในฤดูกาลดังกล่าวนั้นพวกเขาสามารถพาสโมสร หงส์แดง ขึ้นมาจบในอันดับ 4 ซึ่งผลงานใน Premier League Season นี้ถือว่าเป็นที่ไม่ค่อยน่าพอใจสักเท่าไหร่นัก แต่ฤดูกาลดังกล่าว หงส์แดงลิเวอร์พูล สามารถเข้าไปชิงชนะเลิศในรายการฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปอย่าง UEFA แชมเปี้ยนส์ลีก 2017-2018 โดยการเข้าไปพบกับ ราชันชุดขาว แต่ด้วยความที่พวกเขานั้นยังไร้ประสบการณ์และอาจจะตื่นเต้นในการแข่งขันนัดสำคัญ เลยทำให้ ทัพหงส์แดง ต้องพ่ายแพ้ให้กับทาง ราชันชุดขาว ไป 3-1

เจ้าแห่งยุโรป ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่
ในฤดูกาล 2018-2019 ล่าสุดที่เพิ่งจบลงไปนั้น ถือได้ว่าเป็นฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมของสโมสร หงส์แดงลิเวอร์พูล เลยก็ว่าได้ เพราะ Season ที่เพิ่งผ่านมานั้น ทัพเครื่องจักรสีแดง ได้ก้าวขึ้นไปแข่งขัน Premier League กับสโมสร เรือใบสีฟ้า ได้แบบคู่คี่และสูสีเป็นอย่างมากจนถึงขั้นฎีกาต้องแข่งขันลีกกันจนถึงการแข่งขันนัดสุดท้ายของฤดูกาลกันเลยทีเดียว แต่ท้ายที่สุดแล้ว หงส์แดงลิเวอร์พูล ก็ต้องหยุดไว้เพียงแค่อันดับที่ 2 ของตารางการแข่งขันด้วยการชนะ 30 นัด เสมอ 7 นัด และแพ้เพียง 1 นัด ซึ่งถือว่าเป็นฤดูกาลอันสุดยอดเยี่ยมของทางสโมสรและตัวของ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ เลยทีเดียว นอกจากนี้แล้วยังเป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกันที่ หงส์แดง สามารถเข้าไปแข่งขัน UEFA แชมเปี้ยนส์ลีก 2018-2019 โดย Season ที่ผ่านนี้ หงส์แดง หงส์แดงลิเวอร์พูล พบกับ ไก่เดือยทอง ท็อตแนม ฮอตท็อตแนมฯ สโมสรเพื่อนร่วมลีก ซึ่งในนัดดังกล่าว เฟอร์มิโน่ ทำผลงานออกมาได้อย่างดีแต่ก็ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกไปตามแท็กติกของกุนซืออย่าง เจอร์เก้น เยือร์เกิน คล็อพ โดยผลการแข่งขันจบไปด้วยสกอร์ 2-0 และเป็นฝ่ายของ หงส์แดง ที่สามารถสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ UEFA แชมเปี้ยนส์ลีก สมัยที่ 6 ได้สำเร็จ และนี่นับเป็นปีที่มีความยิ่งที่สุดของสโมสรลิเวอร์เลยก็ว่าได้

ทีมชาติบราซิล
ในเดือน มิถุนายน 2015 เฟอร์มิโน่ ได้ถูกเรียกตัวติดทีมชาติบราซิลไปลุยในศึก โคปา อเมริกา 2015 ในฐานะตัวสำรอง ซึ่งนี่นับเป็นการถูกเรียกติดทีมชาติเป็นครั้งของตัวเขา ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีมกับสโมสรหงส์แดงลิเวอร์พูลในเกาะ England นั่นนับเป็นจุดร่วมต้นของการติดทีมชาติของเขา จนกระทั่งการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 เฟอร์มิโน่ ได้มีชื่อติดไปทำการแข่งขันด้วย พร้อมทั้งยังได้รับโอกาสในการลงสนามอย่างเรื่อยๆ และยังสามารถทำประตูได้อีกด้วย ก่อนที่จะโดนหยุดความร้อนแรงไว้เพียงแค่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยการพ่ายแพ้ต่อ ทีมชาติเบลเยียม 2-1 ตกรอบไปในที่สุด
ยังไงก็ตาม หลังจากที่ เฟอร์มิโน่ สามารถคว้าแชมป์ UEFA แชมเปี้ยนส์ลีก 2019 กับสโมสร หงส์แดง ได้สำเร็จแล้ว เขาถูกเรียกตัวติดทีมชาติบราซิลอีกครั้ง เพื่อลุยศึก โคปา อเมริกา 2019 ในครั้งนี้เขาติดทีมชาติมาในฐานะตัวหลักของทีม โดยเขาสามารถทำผลออกมาได้แบบยอดเยี่ยมและยังได้รับคำชื่นชมจากกุนซือมาตลอด จนสามารถช่วยทีมเอาชนะและคว้าแชมป์ โคปา อเมริกา 2019 ไปได้แบบยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการชิงแชมป์ในบ้านเกิดของตัวเขาเอง และนี่ยังนับเป็นแชมป์ โคปา อเมริกา สมัยที่ 9 อาจจะกล่าวได้แบบง่ายๆ คือ ในซี่ซั่นนี้นับเป็นปีที่เขาสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างมากเลยทีเดียว

เกียรติประวัติ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่
หงส์แดงลิเวอร์พูล
– แชมป์ UEFA แชมเปี้ยนส์ลีก : 2018-2019
ทีมชาติบราซิล
– แชมป์ โคปา อเมริกา : 2019

รางวัลส่วนตัว
– ประตูยอดเยี่ยมประจำเดือนของ EFA : มกราคม 2016, เมษายน 2017, มกราคม 2018, มกราคม 2018
– PFA Fans Player of the Month : มกราคม 2016
– Standard Chartered Liverpool Player of the Month : มกราคม 2016, มกราคม 2018
– Bundesliga Breakthrough of the Season : 2013-2014
– UEFA Champions League Squad of the Season : 2017-2018

เปเล่ เอดิสัน อารันเตส โด นาซีเมนโต้ ยังจำกันได้ไหม?

เปเล่ หรือเอดิสัน อารันเตส โด นาซีเมนโต้ (โปรตุเกส: Edson Arantes do Nascimento) เกิดเมื่อ 23 ตุลาคม พ.ศ.2483 ชื่อเล่นจริงๆที่พ่อแม่ตั้งให้นั้นคือ จีกู แต่เหตุการพลิกผันทำให้เพื่อนๆวัยประถมของเขาเรียกขานว่า “เปเล่”

ประวัติส่วนตัวของ เปเล่
ที่มาของชื่อเปเล่ มาจากในตอนนั้นเขามีนักเตะนักดวงใจนามว่า มีเล่ ซึ่งเป็นผู้รักษาประตูของทีมวาสโกดากาม่าแต่ตัวเขาในวัยเด็กอ่านออกเสียงผิดจนถูกเพื่อนล้อ ซึ่งตัวเขานั้นรู้สึกไม่ชอบชื่อ เปเล่ นี้เป็นอย่างมากแต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าชื่อนี้จะดังกระหึ่มโลกไม่มีใครไม่รู้จักชื่อนี้ในวันที่ฟุตบอลถือว่าเป็นกีฬาประจำโลก

ชื่อต้นของเขานั้นพ่อของเขาตั้งตามนักวิทยาศาตร์ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟ โทมัส อัลวา เอดิสัน นั่นเองหรือนี่อาจจะเป็นลิขิตฟ้าที่จะให้ผู้มีนามว่าเอดิสัน เป็นผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 2 คน ไม่เพียงแค่ชื่อเท่านั้นการใช้ชีวิตในวันเด็กก็ยังมีความคล้ายคลึงกัน โดยตำนานฟุตบอลรายนี้ค่อนข้างมีความยากลำบากในการใช้ชีวิตเป็นอย่างมากด้วยความที่เขาเป็นพี่ชายคนโตเขาจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อช่วยหารายได้เข้าบ้าน เพราะในตอนนั้นอาชีพนักฟุตบอลของพ่อเขาไม่ได้ทำรายได้มากมายนัก แถมยังต้องพเนจรไปหลายเมืองตามแต่ทีมประจำเมืองจะจ้างทั้งยังต้องหางานในเมืองนั้นๆเพื่อเพิ่มรายรับของครอบครัวที่ต่อมามีสมาชิกเพิ่มอีกถึง 5 คน

เปเล่ในวัยเด็กต้องสร้างลูกฟุตบอลเพื่อเล่นเอาเองในบางทีมันก็ทำจากถุงเท้ายัดด้วยกระดาษและเศษผ้าแล้วใช้เชือกมัดให้เป็นก็นกลมๆ หรือบางทีผลไม้ลูกกลมๆหลายชนิดก็กลายเป็นลูกบอลได้เช่นกัน ต่อไปเมื่อพ่อของเขาย้ายมาเล่นให้กับทีมของเมืองเบารูซึ่งได้งานเป็นเจ้าหน้าที่ราชการด้วยทำให้ครอบครัวของเขามีรายได้ที่แน่นอนเพิ่มมากขึ้นด้วย จนเปเล่อายุได้ 6 ขวบ พ่อของเขาก็ซื้อลูกฟุตบอลให้เป็นลูกแรกในชีวิตของเขา

จุดเริ่มต้นการเข้าสู่วงการนักฟุตบอล
เมื่อเปเล่อายุได้ 9 ปีเขาก็ได้เข้าร่วมทีมฟุตบอลในวันที่ 7 กันยา ซึ่งในตอนที่เขาอายุ 11 ปีสโมสรก็ลงแข่งในรายการที่เทศบาลเมืองจัดขึ้นและสามารถคว้าแชมป์มาครองได้ซึ่งเปเล่เองก็คว้าดาวซัลโวมาครองเป็นรางวัลส่วนตัวด้วย ด้วยความเก่งกาจนี้เองจึงทำให้สโมสรของเขาถูกชวนให้ไปร่วมทีมเยาชนบาควินโญ่การเข้าร่วมทีมเยาวชนครั้งนี้ถือว่าเป็นการได้รับเงินจากการเล่นฟุตบอลครั้งแรกของเปเล่ ยิ่งไปกว่านั้นพอเปเล่และเพื่อนๆมาเข้าร่วมทีมในปีแรกก็สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลเยาวชนในประเทศได้เลยทันที

กระทั่งกระทั่งเมื่อเค้าอายุได้ 15 ปี วัลเดอมาร์ เดอ บริโต้ นักฟุตบอลที่ค้าแข้งอยู่บนลีกสูงสุดของประเทศผู้ชักชวนให้ร่วมสมัยเยาวชนก็ได้พาเขาไปทดสอบฝีเท้าเพื่อเป็นนักฟุตบอลระดับเยาวชนของสโมสรซานโตส ด้วยฝีเท้าระดับนั้นต้องผ่านชัวร์ๆอยู่แล้วและหลังต่อไปเพียงไม่นานเขาก็ได้ขึ้นไปเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของสโมสร มากขึ้นไปอีกคือเขาลงเล่นในทีมชุดใหญ่ของสโมสรได้ไม่นานก็ถูกเรียกติดทีมชาติในวัยแค่ 16 ปีเท่านั้นเอง สรุปรวมเวลาที่เขาลงเล่นให้ซานโตสก่อนติดทีมชาติเป็นครั้งแรกคือ 10 เดือนเท่านั้นเอง ทีเด็ดบอลเต็ง

และแล้วการรับใช้ชาติครั้งสำคัญก็มาถึงเมื่อบราซิลผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่สวีเดนในปี พ.ศ. 2501 เปเล่ในวัย 17 ปี 249 วัน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นนักฟุตบอลอายุน้อยที่สุดที่ได้ลงฟาดแข้งในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

ในฟุตบอลโลกครั้งนี้เองเปเล่ยังสร้าง Stats เป็นนักฟุตบอลที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถทำคนเดียว 3 ประตูได้ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย โดยคู่แข่งในนัดนั้นคือฝรั่งเศส ไม่เพียงเท่านั้นในนัดชิงชนะเลิศที่บราซิลแข่งกับสวีเดน เปเล่เองก็ยังสร้าง Stats นักเตะอยุน้อยที่สุดที่สามารถทำประตูได้ในฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศโดยยิง 2 ประตูช่วยให้บราซิลชนะสวีเดนไป 5-2 คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกไปครองได้สำเร็จ ไม่พอเท่านั้นหนึ่งใน 2 ลูกที่ยิงใส่สวีเดนยังถูกยกให้เป็นลูกยิงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกด้วย บอลเด็ด

ด้วยความเก่งกาจระดับที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงพระเจ้าเขาก็ถูกประกาศให้เป็นสมบัติของชาติ การถูกยกให้เป็นสมบัติของชาตินี้ แม้จะเป็นสิ่งที่ดีแต่ข้อห้ามของมันก็คือการถูกห้ามเคลื่อนย้ายไปอยู่นอกประเทศซึ่งเป็นการปิดโอกาสไม่ให้เขาออกไปค้าแข้งยังต่างแดน ซึ่งเรื่องราวพวกนี้ก็คงไม่ใช่ใครอื่นที่เกิดอาหารหวงของซึ่งก็คือประธานสโมสรซานโตสนั่นแหละ เพราะฝีเท้าของเปเล่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆเตะตายอดทีมๆจากยุโรปให้สนใจอยากได้ศูนย์หน้าที่ครบเครื่องรายนี้ไปร่วมทีม ซึ่งหลังจากที่เปเล่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้เป็นสมัยที่ 2 ของตัวเองนั่นคือช่วงที่เขาเนื้อหอมมากถึงเยอะที่สุด แม้ว่าการคว้าแชมป์ครั้งนี้เขาจะได้รับเดี้ยงตั้งแต่นัดที่หนึ่งๆของทัวนาเมนต์ก็ตามที ทว่าตามที่กล่าวไว้ข้างต้นเมื่อประธานสโมสรใช้เส้นสายให้ผู้นำบราซิลประกาศให้เปเล่เป็นสมบัติของชาติ เราจึงอดเห็นไข่มุกดำวาดลวดลายในลีกใหญ่ๆเพราะเขาไม่สามารถที่จะออกมาอยู่อาศัยนอกบราซิลได้นั่นเอง

เกียรติประวัติที่เคยได้รับ
เปเล่เรียกได้ว่าเป็นดาวเตะที่ประสบความสำเร็จและครอง Stats เยอะที่สุดของโลกใบนี้เลยก็ว่าได้ เราจะสรุปความสำเร็จของเขาเรียงไว้ให้ทุกคนได้ชมกันว่าตำนานบทนี้ยิ่งใหญ่ขนาดไหน

1.ได้แชมป์ฟุตบอลโลก 3 สมัย
2.ได้แชมป์ลีกสูงสุด 10 สมัย
3.แชมป์สโมสรอเมริกาใต้ 2 สมัย
4.รางวัลลูกบอลทองคำของฟีฟ่า 1 สมัย
5.เป็นนักฟุตบอลอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูได้ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย
6.เป็นนักฟุตบอลอายุน้อยที่สุดที่ยิงได้ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ตารางผลบอล

  1. Stats ทำประตูสูงสุดในประวัติศาสตร์ตลอดอาชีพการค้าแข้งอยู่ที่ 1,283 ประตู
    8.เป็นดาวเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำคนเดียว 3 ประตูได้ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย
    9.เป็นดาวเตะที่ทำคนเดียว 3 ประตูสูงสุดในประวัติศาสตร์คือ 92 ครั้ง
    10.รางวัลนักเตะแห่งศตวรรษ

ฟิลิปเป คูตินโญ โคเรย์ย่า

ฟิลิปเป คูตินโญ โคเรย์ย่า เกิดวันที่ 12 มิถุนายน 1992 เขาเปรียบเสมือนผลงานชิ้นโบแดงของศูนย์ฝึกฟุตบอลของประเทศบราซิลอย่าง วาสโก ดา กาม่า อคาเดมี่ ที่ได้ปลุกปั้นมิดฟิลด์ผู้นี้มาตั้งแต่เขามีอายุเพียงแค่ 6 ขวบ โดยตัวเขาใช้เวลาฝึกฝนและพัฒนาฝีเท้าเป็นเวลา 10 ปี ก่อนที่จะไปฉายแสงขึ้นมาเป็นกำลังหลักของ วาสโก ดา กาม่า ด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นเกินอายุของเขาในเวลานั้น จึงทำให้ได้รับฉายาจากสาวกว่า อัจฉริยะฟุตบอล และมีชื่อติดทีมชาติบราซิลรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ซึ่งนั่นนับเป็นการประกาศศักดาให้กับตัวเอง เมื่อตัวเขาได้ทำการตะบันแฮชทริคใส่ อิหร่าน ในเกมอุ่นเครื่อง ด้วยความร้อนแรงของ คูตินโญ ในวัยเพียงแค่ 16-17 ปี ฟอร์มของเขาได้เข้าไปสะดุดตาทีมมหาอำนาจฟุตบอลของประเทศอิตาลี อย่างทีม อินเตอร์ มิลาน เข้าอย่างจัง
ในวัย16-17ปี คูตินโญ ได้ถูกดันขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ของ วาสโก ด่ กาม่า จนทำผลงานออกมาได้อย่างสุดยอดจนมีชื่อติดทีมชาติบราซิลชุดอายุไม่เกิน17ปี ตารางผลบอล

ในปี 2008 อินเตอร์ มิลาน ได้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อซื้อตัวดาวรุ้งชาวบราซิลผู้นี้เข้ามาอยู่ในถิ่น ซาน ซิโร่ แต่ทว่า วาสโก ดา กาม่า มีความต้องการที่จะเก็บ คูตินโญ ไว้เพื่อใช้งานและด้วยข้อเสนอที่ทาง อินเตอร์ มิลาน ยื่นมานั้นยังไม่เป็นที่น่าพอใจของสโมสร ยังไงก็ตามความพยายามของทาง อินเตอร์ มิลาน ได้กลับมาสัมฤทธิ์ผลในปี 2010 ในยุคการคุมทัพของ ราฟาเอล บานิเตซ ที่ได้ยื่นความประสงค์แก่ มัสซิโม โมรัซติ ประธานสโมสร ได้ทำการเดินหน้ายื่นข้อเสนออย่างจริงจังอีกครั้ง พร้อมทั้งกล่าวกับ คูตินโญ ว่าเขาจะมีอนาคตภายใต้สโมสร อินเตอร์ มิลาน อย่างแน่นอน ทำให้ คูตินโญ ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วที่จะย้ายเข้ามาอยู่ในถิ่น ซาน ซิโร่ จนทำให้ อินเตอร์ มิลาน ซื้อตัว คูตินโญ มาจาก วาสโก ดา กาม่า ด้วยค่าตัว 3.8 ล้านยูโร
ในช่วงแรกที่ คูตินโญ ได้ย้ายเข้ามาฝึกซ้อมกับ อินเตอร์ มิลาน นั้น เขาต้องใช้เวลาในการปรับตัวและทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมทีมอยู่นาน เนื่องจากภาษาและวัฒนธรรมที่ต่างจากที่บราซิล ต่อไปเขาจึงค่อยๆ พัฒนาตัวเองและขยับขึ้นมามีบทบาทในการฝึกซ้อมกับนักเตะสตาร์ดังบนทีมชุดใหญ่ โดยเกมแรกที่เขาได้ประเดิมให้กับ อินเตอร์ มิลาน คือแมตซ์ UEFA ซูเปอร์ คัพ ด้วยการลงเป็นตัวสำรองในเกมที่ อินเตอร์ มิลาน พบกับ แอตเลติโก มาดริด โดยเขาได้มีส่วนร่วมในศึกแชมป์ชนแชมป์เพียงแค่ 10 นาทีสุดท้ายเท่านั้น แต่เส้นทางฟุตบอลในถิ่น ซาน ซิโร่ ของเขานั้นเหมือนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะแนวทางเล่นและตำแหน่งของเขาตรงกับนักเตะระดับบิ๊กเนมของทีมในเวลานั้นอย่าง เวสลีย์ ชไนเดอร์ จึงทำให้ช่วงตลาดหน้าหนาวของซีซั่น 2012 เปิดตัวขึ้น เขาจึงจำใจต้องย้ายไปร่วมทีมกลางตารางในลีกสเปนอย่าง เอสปันญ่อล ด้วยสัญญายืมตัวจนจบฤดูกาล
ช่วงเวลาที่เขาย้ายมาร่วมกับ เอสปันญ่อล นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขากลับมามีฟอร์มการเล่นโดดเด่นและมีชื่อติดตลาดอีกครั้ง โดยเฉพาะจังหวะการยิงฟรีคิกและการสอดแทรกขึ้นไปทำประตูได้อย่างเด็ดขาดของตัวเขา จนทำให้ คูตินโญ่ สามารถซื้อใจกองเชียร์ชาวคาตาลันได้อย่างง่ายดาย เมื่อหมดสัญญาการยืมตัวเขาจึงต้องเดินทางกลับมาสู่ อินเตอร์ มิลาน และกลับมาอยู่ที่ม้านั่งสำรองอีกครั้ง ด้วยความเบื่อหน่ายและหมดคุณค่าในตัวเอง อินเตอร์ มิลาน จึงตัดสินใจตั้งค่าตัวของ คูตินโญ่ ไว้ที่ 10 ล้านยูโร่ เมื่อข่าวนี้ได้ถูกกระจายออกไปในตลาดซื้อ-ขายนักเตะ 2 ทีมดังจากลีกเมืองผู้ดี England อย่าง หงส์แดงลิเวอร์พูล และ เซาท์แฮมป์ตัน ต่างให้ความสนใจและพร้อมที่จะยื่นข้อเสนอเพื่อทำการซื้อตัว ฟิลิปเป้ คูตินโญ เข้ามาร่วมทีมทันที เพราะ หงส์แดง กำลังต้องการจะเสริมทัพในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกเพื่อสู้ศึก พรีเมียร์ ลีก Season หน้า และเนื่องจาก หงส์แดงในเวลานั้นได้มีเพื่อนร่วมชาติของเขาอย่าง ลูคัส เลว่า อยู่ในทีม จึงทำให้ปี 2013 คูตินโญ ตัดสินใจเข้ามาร่วมทีม หงส์แดงลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 11.70 ล้านยูโรในที่สุด
หลังจากที่ คูตินโญ ได้ก้าวเท้าเข้าสู่ถิ่น แอนฟิลด์ เขาถือว่ามีความมั่นคงและเป็นกำลังสำคัญให้ทีม หงส์แดงลิเวอร์พูลเป็นอย่างมาก โดยฐานะผู้เล่นหมายเลข 10 ของหงส์แดงที่หมายถึงผู้เล่นในตำแหน่งจอมทัพของทีมอีกด้วย จากที่เป็นนักฟุตบอลที่นั่งสำรองรอโอกาสจากนักเตะบิ๊กเนมในถิ่น ซาน ซโร่ ขณะนี้เขากลับกลายเป็นกำลังหลักสำคัญและมีส่วนขับเคลื่อนให้ หงส์แดง มีผลงานที่ดีอย่างเรื่อยๆ ด้วยเซ้นส์และสปีดบอลที่สามารถพลิกแพลงในการเล่นพื้นที่แคบๆ ตอบโจทย์ตามความต้องการของสาวก เดอะ ค็อป ได้อย่างแจ่มแจ้ง หลังจากที่หงส์แดงนั้นขาดแคลนนักเตะสไตล์นี้มาอย่างยาวนาน ตารางฟุตบอลวันนี้

โดยแมตซ์เปิดตัวของ คูตินโญ นั้นเกิดขึ้นในถิ่นแอนฟิลด์ในเกมที่พบกับ เวสบรอมวิช ที่ได้ลงมาสัมผัสเกมในช่วง 10 นาทีสุดท้าย แทน สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง ก่อนที่จะถูก เวสบรอมวิช ยำคาบ้านไปด้วยสกอร์ 0-2 แต่ยังไงก็ตาม หงส์แดงลิเวอร์พูล ก็สามารถกลับมาแก้ตัวได้ในเกมถัดมาที่พวกเขาเปิดบ้านถล่ม สวอนซี ไปถึง 5-0 ซึ่งนั่นเปรียบเสมือนเกมเปิดตัวที่แท้จริงของ คูตินโญ โดยเขาสามารถทำประตูได้ 1ประตู และยังจ่ายบอลให้ หลุยส์ ซัวเรส ยิงประตูเข้าไปในนาทีที่ 46 ซึ่งนั่นเป็นช็อตเด็ดสร้างความประทับใจให้กับ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือของทีมในเวลานั้น จนทำให้สถานะของเขากับทีมเปลี่ยนไปทันตาเห็น เพราะหลังต่อไป คูตินโญ ได้ออกสตาร์ทเป็น 11 ตัวจริงมาอย่างเรื่อยๆและเขายังทำให้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ พึงพอใจเป็นอย่างมากจากฟอร์มการเล่นและจังหวะทำเกมรุกที่น่ากลัว, การแอสซิสต์ที่เฉียบขาด, และการทำประตูที่แม่นยำ และเขายังคงรักษาฟอร์มการเล่นได้อย่างเอาแน่เอานอนจนได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเดือน มีนาคม และ เมษายม 2013 พร้อมทั้งคว้ารางวัลดาวรุ่งฟอร์มร้อนแรงที่สุดของสโมสรไปได้อีกด้วย
หลังจากฤดูกาลแรกที่เปิดตัวกับ หงส์แดง ได้อย่างสุดยอด คูตินโญ ยังคงไม่ลดความร้อนแรงของตัวเอง โดยเขาได้รับตำแหน่งเป็นจอมทัพของทีมและพาหงส์แดงขึ้นไปมีสิทธิ์แข่งขัน พรีเมียร์ ลีก ก่อนที่จะได้รับอาการเดี้ยงในจังหวะที่เข้าปะทะ แอชลีย์ วิลเลียม ในเกมที่พบกับสวอนซี จึงทำให้ฤดูกาล 2013-2014 หงส์แดงจบอันดับได้เพียงที่ 2 ของตารางและพลาดการคว้ามแชมป์ไปในที่สุด
จนกระทั่งในฤดูกาลต่อมาได้มีการเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ของสโมสร โดยการเข้ามาของ เจอเกนส์ เยือร์เกิน คล็อพ ยอดกุนซือชาวเยอรมัน ที่เข้ามาคุมทีมและปลุกความยิ่งใหญ่ให้กลับสโมสรได้อีกครั้ง ซึ่งนั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ คูตินโญ่ ได้พัฒนาฝีเท้าและฉายแสงฟอร์มสุดยอดขึ้นมาอีกครั้ง จนฟอร์มการเล่นของเขาได้ไปเข้าตาทีมต่างดาวอย่าง บาร์ซ่า ยอดทีมดังจากประเทศสเปน และได้แสดงถึงความต้องการที่จะซื้อตัวดาวเตะรายนี้เข้ามาครอบครองอย่างจริงจัง แต่ทว่าก็ได้ถูก หงส์แดงลิเวอร์พูล ปฏิเสธไปอย่างหน้าตาเฉย แต่นั่นก็ยังไม่ได้ทำให้ตัวเขาเสียสมาธิไปจากเกมฟุตบอลได้ เพราะยังคงโชว์ผลงานและฟอร์มที่เร้าร้อนอย่างไม่หยุด แต่ด้วยสภาพทีมที่ยังไม่สามารถทำผลงานขึ้นไปถึงการเป็นแชมป์ของลีกสูงสุดอย่าง พรีเมียร์ ลีก ได้นั้น ทำให้ คูตินโญ่ เริ่มมีคิดถึงอนาคตของตัวเองและตัดสินใจขอขึ้นบัญชี ซื้อ-ขาย เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองได้สัมผัสถึงความสุดยอดของการเป็นแชมป์ และฟันธงว่าต้องเป็น บาร์ซ่า ทีม UFO จากประเทศสเปน ที่พร้อมจะดูดตัวของ คูตินโญ่ ขึ้นสู่ยานแม่ในทันที ทีเด็ดฟุตบอลวันนี้3คู่
จนกระทั่งวันที่ 6 มกราคม 2018 หงส์แดงลิเวอร์พูลได้บรรลุข้อตกลงกับทางสโมสร บาร์ซ่า ด้วยข้อเสนอการซื้อตัว ฟิลิปเป คูตินโญ ด้วยค่าตัวราวๆ 120 ล้านปอนด์ มาร่วมทีมได้สำเร็จ ด้วยความคาดหวังจากสาวกจึงทำให้เขายังคงต้องพิสูจน์ตัวเองเป็นอย่างมากในสโมสรแห่งนี้ แต่ยังไงก็ตามเขาก็สามารถพังแรกให้กับทีมใหม่ได้อย่างรวดเร็วในศึก ลา ลีก้า สเปน ที่เจ้าบุญทุ่มเปิดบ้านเอาชนะ ฌิโรนา ไปได้ถึง 6-1 และยังผลงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งจบฤดูกาล 2017-2018 เขาสามารถคว้าแชมป์ ลา ลีก้า สเปน ร่วมกับสโมสรใหม่อย่าง บาร์ซ่า และนอกจากนี้ เขายังมีส่วนร่วมในการคว้าแชมป์ โคปาเดย์เร ได้ ได้สำเร็จ นับเป็นการออกสตาร์ทกับสโมสรใหม่ที่สวยงามเลยทีเดียว
แต่ยังไงก็ตามเส้นทางของเขาก็ยังคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะหลังจากเปิดซีซั่นใหม่ขึ้นมานั้นเขายังคงต้องนั่งเป็นตัวสำรองอย่างบ่อยครั้ง และน้อยครั้งที่จะได้ออกสตาร์ทเป็น 11 ตัวจริง เป็นเหตุให้ฟอร์มการเล่นของตัวเขานั่นดับลงไปอย่างน่าเหลือเชื่อ
หลังจาก คูตินโญ โชว์ผลงานและฟอร์มที่เร้าร้อนอย่างไม่หยุดกับ หงส์แดงลิเวอร์พูล จนเกือบนำทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสร จนกระทั่งเป็นเหตุให้ ติเต้ ใส่ชื่อของเขาติดทีมชาติบราซิลชุดสู้ศึกฟุตบอลโลกปี 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ด้วยฟอร์มที่โดดเด่นเหนือกว่า เนย์มาร์ ซุปเปอร์สตาร์ของทีม เป็นเหตุให้ทีมชาติบราซิลเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ในฐานะที่ 1 ของกลุ่ม E เข้าไปพบกับทีมชาติแม็กซิโกด้วยสกอร์ 2-0 ก่อนที่จะถูกดับฝันในรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยทีมชาติเบลเยี่ยมด้วยสกอร์ 2-1
หงส์แดง
รางวัลเยาวชนยอดเยี่ยมแห่งปี ประจำสโมสร : 2012-2013

รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเดือน : มีนาคม 2013, เมษายน 2013

บาร์ซ่า
แชมป์ ลา ลีก้า สเปน : 2017-2018

แชมป์ โคปา เดล เรย์ : 2017-2018