ประวัติ แทมมี อับราฮัม กองหน้าดาวรุ่ง อันดับหนึ่งปี 2019

แทมมี่ อับราฮัม (Tammy Abraham) เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1997 เขาเติบโตมาในเมืองเล็กๆ ของกรุงลอนดอน ประเทศ England  ในช่วงวัยเรียน เขามีทักษะในเรื่องของการแสดงเป็นอย่างมาก ซึ่งครูสอนการแสดงของเขาได้เคยออกมาบอกกับพ่อและแม่ของเขาว่า หาก แทมมี่ เอาจริงเอาจังทางด้านการแสดงนั้น เขาสามารถที่จะไปได้ไกลเลยทีเดียว   ufa1688 

แต่ด้วยสังคมได้นำพาให้เขาได้มารู้จักกับกีฬาฟุตบอล โดยวัย 8 ขวบ แทมมี่ อับราฮัม ได้เข้าคัดตัวกับทางอคาเดมี่ของสโมสรเชลซี โดยในตอนแรกนั้น เขาต้องทำการตัดสินใจระหว่าง ไอ้ปืนใหญ่ และสิงห์บลูแต่เพราะเขามี ดิดิเยร์ ดร็อกบา เป็นไอดอลและพร้อมที่จะเจริญรอยตามแบบของศูนย์หน้าตำนานเชลซี แต่จากการตัดสินใจย้ายเขามาฝึกฝนวิชาฟุตบอลกับอคาเดมี่ของสโมสรเชลซี ดูเหมือนจะไม่ง่ายนัก เพราะสโมสรแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นสโมสรที่มีขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก จึงเป็นเรื่องยากมากสำหรับเด็กดาวรุ่งที่จะก้าวขึ้นมาติดที่ชุดใหญ่ของสโมสรได้สำเร็จ แต่ แทมมี่ ก็ยังทำผลงานออกมาได้อย่างสุดยอดกว่านักเตะรุ่นเดียวกัน

แท็มมี่เซ็นสัญญาร่วมทีมในรุ่น U8 เล่นในตำแหน่ง ปีกซ้าย, ปีกขวา และเป็นสไตรค์เกอร์ มาในหลายๆ รุ่น เขาลงเดบิวต์ให้ทีมรุ่นเยาว์ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2013/14 ทำประตูแรกในรุ่น U18 ได้ในเกมที่ชนะเวสต์ แฮม 2-1 เขาได้ลงเล่นต่อมาเรื่อยๆ รวมในฤดูกาลนั้นลงเล่นไปทั้งหมด 17 นัด ทำประตูรวม 5 ประตู

ในปี 2014/15 เขาสร้างผลงานได้อย่างดีเยี่ยม ทำประตูไปทั้งหมด 32 ประตูจากการลงแข่ง 26 นัดให้กับทีมรุ่นเยาว์ รวมถึงการทำ 9 ประตูในช่วงการป้องกันแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ ซึ่งเป็นรายการที่เขาทำประตูได้ทั้งนัดเหย้าและเยือนในนัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ที่พบกับ Manchester City 

อับราฮัมลงเดบิวต์ให้ทีม U21 ในเดือนกุมภาพันธ์ และทำประตูได้อีกครั้ง โดยยิง 2 ประตูในเกมที่เราชนะ 5-3 นอกต่อไปเขายังทำได้อีก 4 ประตูในรายการ UEFA  ยูธ ลีก ที่เชลซีคว้าแชมป์ยุโรป รุ่น U19 ได้สำเร็จอีกด้วย

ฤดูกาล 2015/16 สไตรค์เกอร์รายนี้ทำประตูไป 7 ประตูจากการลงแข่ง 7 นัด ช่วยให้ทีม U19 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ  UEFA  ยูธ ลีก ได้อีกครั้ง  Stats การทำหนึ่งประตูต่อหนึ่งเกมของเขาพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่านำทีมเข้านัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ได้เป็นฤดูกาลที่ 5 ติดต่อกัน เขายังทำประตูในยูธ คัพได้ 6 ประตูในระหว่างเส้นทางการเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ของยูธ คัพ และโหม่งทำประตูที่ 26 ในฤดูกาลของเขาได้สำเร็จในนัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ นัดที่ 2 

อับราฮัมเป็นนักฟุตบอลทีมชาติเมืองผู้ดี รุ่น U19 ทำประตูให้ทีมชาติได้ในเกมที่พบกับสวิตเซอร์แลนด์เมื่อเดือนมีนาคม 2015 เขาเซ็นสัญญาใหม่ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2015 ทำให้เขาจะอยู่กับสโมสรไปจนถึงจบฤดูกาล 2018/19

ช่วงก่อนเริ่มต้นฤดูกาล 2016/17 อับราฮัมถูกยืมตัวไปเล่นให้บริสตอล ซิตี้ตลอดทั้งฤดูกาล 2016/17 เขาทำประตูได้ในเกมนัดที่ 2 ที่ลงสนาม และทำประตูเพิ่มได้อีก 2 เท่าก่อนหมดเดือนกันยายน เขาทำประตูไปทั้งหมด 16 ประตูตั้งแต่เปิดฤดูกาลจนถึงต้นปี 2017 กลายเป็นนักฟุตบอลรุ่นเยาว์ที่ทำประตูได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของแชมป์เปี้ยนชิพ หลังจบฤดูกาลเขายิงไปทั้งหมด 26 ประตูจากการลงสนาม 48 นัดช่วยให้ทีมรอดตกชั้นได้ และจบฤดูกาลด้วยการเป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของบริสตอล ซิตี้ และคว้ารางวัลนักเตะเยาวชนยอดเยี่ยมแห่งปีด้วย

อับราฮัมขยับขึ้นไปเล่นให้ทีมชาติ England ชุด U21 ในเดือนตุลาคม 2016 และทำ 2 ประตูได้ในเกมที่ลงเดบิวต์ ซึ่งเป็นนัดที่ชนะบอสเนียและเฮอร์เซโกวิน่า 5-0 ในศึกยูโร ก่อนจะมาได้เป็นศูนย์หน้าให้กับทีมชาติเมืองผู้ดีชุด U21 อีกครั้งในเกมยูโรเปี้ยน แชมป์เปี้ยนชิพรุ่น U21 ที่โปแลนด์ในเดือนมิถุนายน 2017 ได้รับคำชมมากมายจากการเล่นเป็นหัวหอกที่น่าประทับใจ เขาทำประตูในรอบรองชนะเลิศที่เจอกับเยอรมนีได้ แต่โชคร้ายที่เมืองผู้ดีต้องตกรอบจากการพ่ายจุดโทษ

วันที่ 4 ก.ค. 2017 อับราฮัมได้ต่อสัญญากับเชลซีไปอีก 5 ปีและถูกยืมตัวไปเล่นให้สวอนซี ซิตี้ใน Premier League  ซึ่งคุมทีมโดยพอล คลีเมนท์ อดีตโค้ชเชลซี

หลังทำประตูได้ 5 ครั้งในช่วงสามเดือนแรกของฤดูกาลที่อยู่กับสวอนซี อับราฮัมก็ได้ลงเดบิวต์ให้ทีมชาติในเกมกระชับมิตรที่เจอกับเยอรมนีที่เวมบลีย์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2017

เขาจบฤดูกาลด้วยการยิงไป 8 ประตูใน 39 นัดที่ลงเตะในทุกรายการให้กับสวอนซี แต่ตกชั้นไปเล่นในแชมป์เปี้ยนชิพ

วันที่ 31 สิงหาคม 2018 อับราฮัมถูกยืมไปเล่นให้แอสตัน วิลล่า กลายเป็นสไตรค์เกอร์หลักของทีมตลอดฤดูกาล 2018/19 และเป็นดาวเตะวิลล่าคนแรกที่ยิงได้ 20 ประตู นับตั้งแต่ฤดูกาล 1980/81

รวมแล้วอับราฮัมยิงไป 26 ประตูจากการลงเล่น 40 นัด โดยประตูล่าสุดได้มาในเกมพบดาร์บี้ที่เวมบลีย์ ซึ่งทำให้วิลล่ากลับมาเล่นใน Premier League ได้อีกครั้ง เขาคว้ารางวัลทีมแชมป์เปี้ยนชิพยอดเยี่ยมแห่งปีของ PFA และในช่วงฤดูร้อน 2019 เขาได้ลงเล่นให้เมืองผู้ดีในยูโรเปี้ยน แชมป์เปี้ยนชิพรุ่น U21 ด้วย

จนทำให้ฟอร์มการเล่นของเขาได้เข้าไปสะดุดตาของ กุส ฮิดดิ้งค์ กุนซือในเวลานั้น และพาเขาขึ้นมาฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ทันที แต่ก็ไม่สามารถที่จะแทรกตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งได้ เขาจึงถูกปล่อยตัวให้กับทางสโมสร บริสตอล ซิตี้ ยืมตัวไปในปี 2016

สโมสร บริสตอล ซิตี้
Tammy-Abraham-Bristol
แทมมี่ อับราฮัม ทำผลงานได้อย่างสุดยอดกับ บริสตอล ซิตี้ ในฐานะ นักเตะที่ถูกยืมตัวมาช่วยทีม

จากการที่ กุส ฮิดดิ้งค์ ได้เห็นฟอร์มการเล่นของ แทมมี่ อับราฮัม แล้วก็สนใจที่จะให้นักเตะดาวรุ่งรายนี้ขึ้นมาฝึกซ้อมกับนักเตะทีมชุดใหญ่ แต่ด้วยความที่เขายังคงมีอายุน้อยและไม่เคยมีประสบการณ์ในเกมการแข่งขันแบบจริงๆ จังๆ ทางสโมสรจึงตัดสินใจที่จะส่งตัวเขาไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับทางสโมสร บริสตอล ซิตี้ ในฤดูกาล 2016-2017

แทมมี่ ย้ายมาร่วมทีมกับทาง บริสตอล ซิตี้ แบบไร้ความกดดัน เพราะเขาเพราะแค่ต้องการที่จะเล่นฟุตบอลและทำผลงานออกมาให้ได้ดีที่สุดเพื่อเดินทางกับไปที่สโมสรให้ได้ในเร็ววัน ซึ่งเขาก็ทำผลงานออกมาได้อย่างสุดยอด จากการลงเล่นไปทั้งสิ้น 41 นัด เขาสามารถทำไปได้ถึง 23 ประตู ก่อนจะถูกโหวตจากนักเตะรุ่นพี่ภายในทีมและกลายเป็น นักเตะยอดเยี่ยมและดาวรุ่งยอดเยี่ยมของสโมสร บริสตอล ซิตี้ ไป Season นั้น ก่อนที่จะกลับไปยันสโมสรเชลซีตอนจบลงฤดูกาล และถูกปล่อยตัวให้กับทาง สวอนซี ซิตี้ ยืม Season ถัดไป

สโมสร สวอนซี ซิตี้
Tammy-Abraham-Swansea
แทมมี่ อับราฮัม ได้ลงสนามให้กับ สวอนซี ซิตี้ แต่ไม่อาจะช่วยให้สโมสรอยู่รอดบนเวที  Premier League  ได้

ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2017 สโมสรเชลซีได้ออกมาประกาศว่า “ทางสโมสรได้มอบสัญญาฉบับใหม่ให้กับหัวหอกอนาคตไกลอย่าง แทมมี่ อับราฮัม เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 5 ปี” ก่อนในวันต่อมาทางChelseaจะปล่อยตัวเขาให้ทาง สโมสร สวนซี ซิตี้ ยืมตัวไปอีกหนึ่งปี

เขาเปิดตัวในการลงเป็นตัวจริงให้กับทาง สวอนซี แต่ก็ทำได้เพียงแค่เสมอกับทาง เซาแธมป์ตัน ไป 0-0 จนกระทั่งอีกสิบวันต่อมาเขาได้โอกาสลงสนามเป็นตัวสำรองและสามารถทำประตูแรกให้กับตัวเองได้สำเร็จ ก่อนที่ สวอนซี ซิตี้ จะคว้ำชนะ เอ็มเค ดอนส์ ไปได้ 4-1 ในเกมลีกคัพ ก่อนที่เขาจะสามารถทำประตูแรกบนเวที Premier League ได้สำเร็จ และนำทีมเอาชนะ คริสตัล พาเลซ ไปได้ถึง 2-0

หลังจากที่ทำผลงานกับทางสโมสร สวอนซี ซิตี้ ออกมาได้อย่างสุดยอดแล้วนั้น เขาเริ่มมีชื่อติดเป็น 11 ตัวจริงบ่อยครั้งมากขึ้น ก่อนที่เขาจะได้รับอาการแบบเจ็บ เป็นเหตุให้ต้องพักรักษาตัวเป็นระยะเวลานาน ทำให้ไม่สามารถช่วยทาง สวอนซี ซิตี้ ให้อยู่รอดเป็นลีกสูงสุดของเกาะ England ได้ ทำให้สวอนซี ซิตี้ ต้องตกชั้นไปเล่นในลีก แชมเปี้ยนส์ชิพ

จากผลงานการลงสนามให้กับทาง สวอนซี ซิตี้ จะออกมาไม่สวยหรูเท่าที่ควร ทำให้ทางบอร์ดบริหารทาง สโมสรเชลซียังคงไม่ประทับใจฟอร์มเขาเท่าที่เขา จึงทำให้ ในฤดูกาลต่อมา แทมมี่ ต้องเก็บกระเป๋าออกเดินทางเพื่อหาประทับการณ์อีกครั้ง

สโมสร แอสตัน วิลล่า
Tammy-Abraham-Aston
ด้วยความเก่งกาจของเขา ทำให้เขาสามารถช่วยให้ แอสตัน วิลล่า สามารถก้าวขึ้นมาเล่นมาเล่นบน ลีกสูงสุดได้สำเร็จ

หลังจากที่เขากลับมาที่สโมสรChelseaทางด้านนายใหญ่ของทางสโมสรอย่าง เมาริซิโอ ซาร์รี่ ได้ออกมาระบุผ่านสื่อว่า แทมมี่ อับราฮัม อยู่ในแผนการทำทัพของเขาอย่างแน่นอน แต่หลังจากหมดเวลา เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ เขาก็ถูกส่งตัวไปให้กับทาง แอสตัน วิลล่า ยืมไปใช้งานอีก 1 ฤดูกาล

ยังไงก็ตามการย้ายมาร่วมกับทางสโมสร แอสตัน วิลล่า ทำให้ แทมมี่ อับราฮัม กลับมาทำผลงานอันสุดยอดได้อีกครั้ง จากการทำไปได้ถึง 26 ประตู จากการลงสนามไปทั้งหมด 37 นัด จนสามารถพาทางสโมสรก้าวขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดได้สำเร็จ

แต่ความฝันสูงสุดของตัวเขานั้น ก็ยังคงเป็นการได้รับใช้สโมสรเชลซี เช่นเดียวกับทาง ดิดิเยร์ ดร็อกบา ไอดอลของเขา ซึ่งตัวของ แทมมี่ อับราฮัม ก็ยังคงรอที่จะได้รับโอกาสนั้นต่อไป

สโมสร เชลซี
Tammy-Abraham-Chelsea
แทมมี่ กลายเป็นตัวหลักของทางสโมสรได้อย่างรวดเร็ว ถึงในช่วงแรกจะต้องใช้เวลาปรับตัว

จากปัญหาภายในของสโมสรเชลซี ที่ทำผิด กฎไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ ทำให้สโมสรเชลซีไม่สามารถซื้อตัวนักเตะเขามาเสริมทัพได้ เป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม ทำให้ทางบอร์ดบริหารได้ทำการแต่งตั้งกุนซือระดับตำนานของสโมสรอย่าง แฟร้งค์ แลมพาร์ด ทำให้เขากลับมามีความหวังอีกครั้ง

โดย แฟร้งค์ แลมพาร์ด ได้เรียกเขาเข้าไปคุยเป็นการส่วนตัวแล้วบอกกับเขาว่า “ Season นี้เขาจะได้อยู่กับทางสโมสร และจะไม่ถูกส่งตัวไปเล่นให้กับทีมไหนอีก ขอให้เขาทำผลงานออกมาให้เต็มที่”

ในช่วงแรกของฤดู 2019-2020 ได้เริ่มขึ้น ผลงานการลงสนามของออกมาไม่สวยหรูเท่าที่ควรนัก จึงทำให้เขาถูกสื่อและกองเชียร์ออกมาประนามเป็นจำนวนมาก จึงส่งผลต่อผลงานในสนามของเขาเป็นอย่างที่สุด จนกระทั่งเขาพลาดจุดโทษในเกม  UEFA  ซูเปอร์คัพ ที่พ่ายแพ้ให้กับ หงส์แดง ทำให้เขาถูกกองเชียร์กลุ่มเล็กๆ เหยียดสีผิว และหนักขึ้นถึงขั้นขู่ฆ่าเอาชีวิตเลยทีเดียว

หลังต่อไป เขาก็ได้รับกำลังใจจากคนในครอบครัวและนักฟุตบอลชื่อดังอย่างมากมาย ทำให้เขากลับมามีแรงที่จะสู้กลับเรื่องดังกล่าวได้ จนเขากลับมาทำประตูได้ในเกม Premier League  3 เกมติดต่อกัน รวมถึง 7 ประตู โดยเฉพาะเกมที่กับ วูล์ฟแฮมป์ตัน เพราะเขาสามารถทำ3 ประตูได้สำเร็จ เป็นเหตุให้ แทมมี่ อับราฮัม กลายเป็นนักฟุตบอลที่อายุน้อยที่สุดที่ทำคนเดียว 3 ประตูให้กับทีม ด้วยอายุ 21 ปี กับอีก 347 วัน หลังต่อไปเป็นต้นมา เขาก็กลายเป็นศูนย์หน้าศูนย์หน้าที่สโมสรเชลซีขาดไม่ได้แล้ว

ทีมชาติ  England 
Tammy-Abraham-England

ก่อนที่เขาจะถูกเรียกตัวติดทีมชาติ England นั้น เขาเคยถูกทาบทามให้เข้ามาเป็นดาวเตะให้กับทีมชาติไนจีเรีย เนื่องจาก เขามีเชื้อสายเป็นชาวไนจีเรียจากผู้เป็นพ่อ แต่ยังไงก็ตาม แทมมี่ อับราฮัม ก็ได้ออกมาแถลงข่าวในเวลาต่อมาว่า “เขาจงรักภักดีและให้เกียรติกับทั้ง 2 ประเทศนี้ เพราะถือได้ว่าเป็นทั้งประเทศพ่อและแม่ของเขา แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาคงจะต้องของเลือกเล่นให้กับทีมชาติ England  เพราะความถนัดในสไตล์การเล่นของตัวเอง”

หลังต่อไป ในวันที่  2 พฤศจิกายน 2017 แทมมี่ อับราฮัม ได้ถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรก เพื่อลงทำการแข่งขันในเกมกระชับมิตรกับทีมชาติเยอรมนีและบราซิล ที่สนามเวมบลีย์

ต่อมาในเดือนตุลาคม 2019 เขาได้รับโทรศัพท์จากนายใหญ่ทีมชาติเมืองผู้ดีอย่าง แกเร็ท เซาท์เกต ให้เขาเข้าร่วมทีมในเกมการแข่งขันรอบคัดเลือก ฟุตบอล ยูโร 2020 ทำให้เขาลงสนามกับทีมชาติ England เป็นครั้งแรก และสามารถทำประตูแรกให้กับตัวเองในนามทีมชาติได้สำเร็จ ในเกมที่ ทีมชาติเมืองผู้ดี มีชัยชนะเหนือ ทีมชาติมอนเตเนโกร 7-0

เกียรติประวัติส่วนตัว
Tammy-Abraham-Trophy

Bristol City Young Player of the Season : 2016–2017

Bristol City top scorer : 2016–2017

PFA Fans’ Championship Player of the Month : August/September 2016

Championship Player of the Month : November 2018

Championship Team of the Year : 2018–2019

ประวัติ มานูเอ็ล น็อยเออร์

น็อยเออร์เซ็นต์สัญญาเป็นผู้เล่นตัวจริงในปี ค.ศ. 2005   ufa1688  หลังจากผ่านการอบรมในทุกช่วงอายุของสโมสรบ้านเกิด เขาเปิดตัวในบุนเดิสลีกาเมื่อเขาลงแข่งแทนฟรังก์ รอสท์ในฤดู 2006-2007 ดวัยเพียง 20 ปี เขาก็สามารถดำรงตำแหน่งนี้แทนรอสท์ที่ฟอร์มตกลงจากนัดที่พบกับไบเอิร์นมิวนิกด้วยวัยเพียงเท่านี้ เขาได้รับการคาดหวังว่าจะเป็นผู้มารับตำแหน่งต่อจาก เยนส์ เลห์มันน์ ให้กับทีมชาติเยอรมนี[7]

น็อยเออร์ในปี ค.ศ. 2007
วันที่ 5 มีนาคม ค.ศ.​ 2008 ในรอบแรกของการแข่งขันบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกซึ่งพบกับสโมสรบอลโปร์ตู น็อยเออร์ได้ช่วยประคองทีมด้วยการเซฟ และทำให้เกมดำเนินไปจนถึงการยิงลูกโทษ ทั้งเขายังสามารถเซฟลูกโทษของ บรูนู อัลวึชและ ลีซังดรู โลปึช ทำให้ชัลเคอสามารถผ่านเข้าไปยังรอบก่อนชิงชนะเลิศ(ควอร์เตอร์ไฟนอล)ได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้เป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะได้รับรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมแห่งปีจากยูฟ่า เขาเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดและเป็นผู้เล่นคนเดียวจากบุนเดิสลีกาที่มีชื่อติดอยู่ในรายชื่อ[8] เขายังเป็นผู้เล่นเพียง1ใน3ที่ลงเล่นทุกนาทีในทุกนัดบุนเดิสลีกา ในฤดู 2007-2008

ในฤดู 2008-2009 ชัลเคอรั้งชั้นแปดในลีก และพลาดตำแหน่งในยูโรปาลีก อย่างไรก็ดี เขาได้โชว์ความชำนาญในรายการ ยูโรเปียนแชมเปียนชิป รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ทำให้เขาได้รับความสนใจจากไบเอิร์นมิวนิก ซึ่ง คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมอนิเกอ ประธานสโมสรได้ให้สัมภาษณ์ว่าเขาสนใจที่จะดึงน็อยเออร์มาร่วมทีมด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เฟลิกซ์ มากัท ผู้จัดการทีมคนใหม่ของชัลเคอยังคงรับรองว่า น็อยเออร์จะเล่นให้ชัลเคอในฤดูหน้า[9] ในเดือนพฤศจิกายน น็อยเออร์เป็นผู้รักษาประตูชาวเยอรมันคนเดียวที่มีชื่อติดอยู่ใน1ใน5ผู้เข้าชิงตำแหน่งในทีมแห่งปีของยูฟ่า[10]

สำหรับฤดู 2010-2011 น็อยเออร์ได้รับตำแหน่งเป็นกัปตันทีม เขาได้พาทีมไปสู่รอบรองชนะเลิศในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้เป็นนัดแรก เขายังมีส่วนร่วมในชัยชนะของทีมในการแข่งเดเอ็ฟเบโพคาลในฤดูสุดท้ายที่เขาลงเล่นกับสโมสร โดยชัลเคอสามารถเอาชนะเอ็มเอสเฟา ดุยส์บวร์กไปได้ด้วยคะแนน 5:0[11]

ตอนวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 2011 น็อยเออร์ได้ประกาศว่าเขาจะไม่ต่อสัญญากับชัลเคอ ซึ่งจะหมดสัญญาลงในท้ายฤดู 2011-2012[12] จนได้รับการวิจารณ์อย่างหนักจากกองเชียร์ชัลเคอ ซึ่งผิดหวังที่เขาจะทิ้งทีมไปอยู่กับฝั่งคู่ต่อสู้

ไบเอิร์นมิวนิก
ฤดู 2011–12

น็อยเออร์เซฟลูกดวลจุดโทษของควน มาตาได้ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ 2012
ตอนวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 2011 ชัลเคอและไบเอิร์นมิวนิกได้การันตีว่าน็อยเออร์จะย้ายทีมมาเล่นให้กับไบเอิร์นมิวนิกในเดือนกรกฎาคมปีดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว[13] น็อยเออร์ได้เซ็นต์สัญญา 5 ปีซึ่งจะหมดอายุลงในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2016 ไบเอิร์นมิวนิกซื้อตัวน็อยเออร์ในราคาสูงถึง 22ล้านยูโร ทำให้น็อยเออร์แปลงเป็นผู้รักษาประตูที่มีค่าตัวแพงเป็นชั้นสองในประวัติศาสตร์ เป็นรองเพียงจันลุยจี บุฟฟอนหลังจากต้องเผชิญกระแสต่อต้านจากแฟนบอลบางส่วนผู้ไม่พอใจที่บาเยิร์นซื้อตัวผู้รักษาประตูชัลเคอ การสัมมนาระหว่างสโมสรและตัวแทนของกลุ่มผู้ส่งเสริมจึงถูกจัดขึ้นในวันที่ 2 กรกฎาคม ปีเดียวกัน จากการสัมมนาได้ข้อสรุปว่าน็อยเออร์จะเป็น "สมาชิกของสโมสรอย่างเต็มตัว และควรได้รับการปฏิบัติต่ออย่างเคารพ รวมทั้งกระแสต่อต้านจึงควรสิ้นสุดลง"[14] ช่วงสัปดาห์แรกในไบเอิร์นมิวนิก หลังจากทีมเสมอ 0-0 จากนัดกับฮอฟเฟนไฮม์ น็อยเออร์ทำลายสถิติการไม่เสียประตูต่อเนื่องยาวนานที่สุด[15]

ช่วงวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 2012 น็อยเออร์สามารถเซฟจุดโทษของ คริสเตียโน โรนัลโด และ กาก้า เขายังช่วยบาเยิร์นในรอบชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกกับเรอัลมาดริด หลังจากจบนัด น็อยเออร์ได้ออกมาเปิดเผยว่าเขาศึกษาวิธีที่โรนัลโดยิงลูกโทษ "ผมชอบเตรียมความพร้อมต่อสภาพการณ์ต่างๆเสมอ โทนี ทาพาโลวิช ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตูของทีม ได้เปิดวิธีที่โรนัลโดมักยิงจุดโทษให้ผมดูบนแลปทอปของเขา ผมได้เรียนรู้ว่าโรนัลโดชอบยิงจุดโทษไปทางฝั่งซ้ายล่างของเขา ผมเดาว่าเขาคงเลือกยิงจากจุดประจำของเขา"[16]

น็อยเออร์ลงเล่นในรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดู 2011–12 กับเชลซี และนัดนั้นก็จบลงด้วยการยิงจุดโทษ น็อยเออร์เป็นผู้ยิงจุดโทษคนที่สามทำให้ทีมได้คะแนน และเซฟจุดโทษแรกจากควน มาตา แต่ไม่สามารถเซฟลูกที่เหลือได้ ทำให้ไบเอิร์นมิวนิกเป็นข้างแพ้ในอัลลิอันซ์อาเรนาด้วยคะแนน 4-3 และพลาดถ้วยรางวัลอย่างน่าเสียดาย

ฤดู 2012–13
ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดู 2012–13 รอบแพ้คัดออก น็อยเออร์ทำสถิติไม่เสียประตู 4 นัดติดต่อกันจากนัดกับสโมสรบอลยูเวนตุสและบาร์เซโลนา ในรอบชิงชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดู 2012–13 น็อยเออร์สามารถเซฟได้ถึง 8 ประตู ช่วยให้ไบเอิร์นมิวนิกสามารถคว้าแชมป์สมัยที่ 5 ไปได้

ฤดู 2013–14
ในฤดู 2013–14 น็อยเออร์ทำให้ไบเอิร์นมิวนิกชนะเลิศยูฟ่าซูเปอร์คัพ ฤดู 2013 ภายหลังที่เซฟลูกจุดโทษสุดท้ายในนัดที่พบกับเชลซี ทำให้ช่วงวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 2014 น็อยเออร์ได้รับตำแหน่งเป็นผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดแห่งปี ค.ศ. 2013[17] วันที่ 9 กุมภาพันธ์ในนัดระหว่างไบเอิร์นมิวนิกและอาร์เซนอลในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดู 2013–14 รอบแพ้คัดออก น็อยเออร์เซฟจุดโทษของเมซุท เออซิล ในเกมที่ชนะด้วยคะแนน 2–0 วันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 น็อยเออร์ได้ขยายสัญญากับสโมสรต่อไปจนถึงปี ค.ศ. 2019[18]

ฤดู 2014–15
ในฤดู 2014–15 น็อยเออร์ได้รับเลือกให้เป็นนักเตะแห่งปีของประเทศเยอรมนี[19] ได้รับโหวตให้อยู่ในทีมแห่งปีของยูฟ่า[20] และได้รับชั้นสามจากรางวัลฟีฟ่าบาลงดอร์ 2014[21]

ช่วงวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 2015 น็อยเออร์ลงเล่นให้กับทีม[22] ในเกมที่พ่ายให้กับว็อลฟส์บูร์กไปด้วยคะแนนถึง 4–1[23] ทำให้แปลงเป็นเกมแรกตั้งแต่น็อยเออร์ร่วมทีมในปี ค.ศ. 2011 ที่น็อยเออร์เสียไปถึง 4 ประตู จากครั้งปัจจุบันที่ไบเอิร์นมิวนิกเสีย 4 ประตูในนัดกับโวล์ฟสบวร์ก เมื่อ 4 เมษายน ค.ศ. 2009[23]

วันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 2015 น็อยเออร์เป็นหนึ่งในคนที่พลาดจุดโทษในรอบรองชนะเลิศเดเอ็ฟเบโพคาล กับโบรุสซีอาดอร์ทมุนท์[24]

ฤดู 2015–16
น็อยเออร์เริ่มฤดูใหม่ด้วยการเสมอ 1–1 กับเฟาเอฟเอล ว็อลฟส์บูร์ก ในเดเอฟเอล-ซูเปอร์คัพ[25][26] โดยว็อลฟส์บูร์กเป็นผู้ชนะจากการดวลจุดโทษ[26] วันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 2016 น็อยเออร์ขยายสัญญาใหม่กับบาเยิร์นไปจนถึงปี ค.ศ. 2021

ทีมชาติ
เยาวชน
หลังจากฝึกซ้อมในทีมเยาวชน น็อยเออร์ลงเล่นนัดแรกในบอลทีมชาติเยอรมนี รุ่นอายุไม่เกิน 21ปี ตอนวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2006 ในเกมที่พบกับเนคุณร์แลนด์ เขาชนะในยูโรเปียนแชมเปียนชิป รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ร่วมกับทีมชาติเยอรมนีที่สวีเดน และทำสถิติไม่เสียประตูในเกมสุดท้ายที่ชนะทีมชาติอังกฤษ

บอลโลก 2010
น็อยเออร์ถูกเรียกตัวขึ้นสู่ทีมชาติเยอรมนีชุดใหญ่ตอนวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2009[27] เขาลงเล่นนัดแรกในเกมที่พบกับสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในวันที่ 2 มิถุนายน[28] เขายังลงเล่นในนัดกระชับมิตรระหว่างโกตดิวัวร์ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจบลงด้วยการเสมอ 2–2 ถีงแม้เขาจะแสดงความรับผิดชอบต่อการเสียประตูแรก แต่โยอาคิม เลิฟผู้จัดการทีมก็ไม่ได้กล่าวโทษแต่กลับชมเชยที่น็อยเออร์พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว[29]

น็อยเออร์ขณะเล่นให้กับบอลทีมชาติเยอรมนีในปี ค.ศ. 2011
จากการเสียชีวิตของผู้รักษาประตูรอแบร์ต เอนเคอ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2009 ทำให้น็อยเออร์แปลงเป็นตัวเลือกผู้รักษาประตูทีมชาติเยอรมนีตัวจริงชั้นสองรองจากเรเนอ แอดเลอร์ อย่างไรก็ตาม แอดเลอร์ได้รับบาดเจ็บหนักที่กระดูกซี่โครงทำให้เขาต้องถอนตัวออกจากบอลโลก น็อยเออร์จึงเปลี่ยนเป็นตัวเลือกผู้รักษาประตูตัวเลือกที่หนึ่งของทีมชาติ[30]

น็อยเออร์ได้รับเลือกให้ลงเป็นผู้รักษาประตูตัวเลือกที่หนึ่งของเยอรมนีในการแข่งขันบอลโลก 2010ที่แอฟริกาใต้[31] ในรอบแบ่งกลุ่ม น็อยเออร์เสียประตูไปเพียงแค่ประตูเดียว จากประตูของมิลาน ยอวานอวิชในนัดที่ปะทะกับทีมชาติเซอร์เบีย เขาให้ความช่วยเหลือในการทำประตูของมีโรสลัฟ โคลเซอในนัดที่ชนะทีมชาติอังกฤษไปได้ด้วยคะแนน 4–1 เขาลงเล่นในทุกนัดจนกระทั่งนัดชิงชั้นที่สามกับทีมชาติอุรุกวัย ซึ่งได้ฮันส์-ยอร์ก บุทท์มาทำหน้าที่รักษาประตูแทน[32]

ยูโร 2012

น็อยเออร์ขณะเล่นให้กับเยอรมนี ในรายการยูโร 2012 รอบแบ่งกลุ่ม พบกับเนคุณร์แลนด์ ตอนวันที่ 13 มิถุนายน
น็อยเออร์ลงเล่นในทุกเกมและทุกนาทีในรอบคัดเลือก หลังจากทีมเยอรมนีเอาชนะตุรกีไปได้ด้วยคะแนน 3-1 เขาได้รับการชื่นชมจากไหวพริบในการเล่นของเขา เขาสามารถป้องกันประตูจากฮามิต อัลทึนโทป และส่งบอลกลับไปที่เท้าของโทมัส มึลเลอร์ ผู้ช่วยให้มารีโอ โกเมซ สามารถทำประตูแรกได้ อย่างพอดิบพอดี น็อยเออร์ยังมีส่วนช่วยในการได้ประตูที่สอง โดยเปิดบอลไปให้มารีโอ เกิทเซอ ส่งต่อไปยังมึลเลอร์ที่สามารถยิงเข้าจากกรอบจุดโทษ[33] ซึ่งนอกจากนี้เขายังทำสถิติไม่เสียประตูในเกมที่พบกับโปรตุเกส และเสียเพียงแค่ประตูเดียวในเกมที่พบกับเนคุณร์แลนด์และเดนมาร์ก ทำให้เยอรมนีเป็นผู้ชนะในกลุ่มบี และเป็นทีมเดียวในการแข่งขันที่ไม่แพ้เลยในรอบคัดเลือกระหว่างกลุ่ม

บอลโลก 2014

น็อยเออร์ขณะฝึกซ้อมก่อนเกมที่พบกับบราซิล ในการแข่งขันบอลโลก 2014 ช่วงวันที่ 7 กรกฎาคม

กอนซาโล อีกวาอิน ขณะดวลกับมัทส์ ฮุมเมิลส์ และน็อยเออร์ในรอบชิงชนะเลิศ ของรายการบอลโลก 2014
ด้วยแนวการเล่นแบบสวีปเปอร์-คีปเปอร์ของน็อยเออร์ ทำให้เขาแตกต่างจากผู้รักษาประตูคนอื่น ๆ ในบอลโลก 2014 ด้วยเหตุนี้ทำให้เพื่อให้นร่วมทีมคนอื่นๆสามารถบุกเข้าไปเล่นในฝั่งของข้างตรงผ่านได้อย่างสุดกำลัง รวมทั้งการที่น็อยเออร์พร้อมที่จะออกมาเล่นและสกัดบอลของคู่ต่อสู้นอกกรอบจุดโทษ[34] น็อยเออร์เปลี่ยนเป็น"ผู้เล่นคนที่11ของทีม"ซึ่งเขาได้รับการฝึกทักษะนี้จากเปป กวาร์ดีโอลา ผู้จัดการของทีม[35]

ภายหลังที่ไม่เสียประตูในนัดที่พบกับโปรตุเกสและสหรัฐอเมริกา น็อยเออร์ทำสถิติไม่เสียประตูติดต่อกันเป็นนัดที่สามในบอลโลก 2014 จากนัดที่ชนะฝรั่งเศสไปด้วยคะแนน1-0ในรอบก่อนชิงชนะเลิศ ซึ่งเป็นการไม่เสียประตูนัดที่22ในทั้งหมด50นัดที่เขาลงเล่นในนามทีมชาติ[36] ในรอบรองชนะเลิศ น็อยเออร์เสียประตูจากนัดที่เอาชนะเจ้าบ้านอย่างบราซิลไปด้วยคะแนน7-1

ตอนวันที่ 13 กรกฎาคม ในรอบชิงชนะเลิศซึ่งพบกับทีมชาติอาร์เจนตินา แม้น็อยเออร์จะไม่ได้ทำหน้าที่มากนักแต่เขาบริหารการเล่นของเขาในกรอบจุดโทษได้อย่างดี ทำให้กอนซาโล อีกวาอินและโรดรีโก ปาลาเซียวทำประตูพลาด[34][37] เยอรมนีเอาชนะอาร์เจนตินาไปได้ด้วยคะแนน1-0 จากประตูของมารีโอ เกิทเซอในช่วงต่อเวลาพิเศษ ส่วนทางด้านน็อยเออร์ก็ได้รับรางวัลถุงมือทองจากการที่เขาเป็นผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดของรายการการแข่งขัน[38]

ตอนวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2016 น็อยเออร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นกัปตันคนใหม่ของทีมชาติ ภายหลังที่บัสเตียน ชไวน์ชไตเกอร์ ได้ประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติ[39]

ชีวิตส่วนตัว
น็อยเออร์เกิดที่เก็ลเซินเคียร์เชิน รัฐนอร์ทไรน์-เวสต์ฟาเลีย ประเทศเยอรมนี เขาเข้าศึกษาที่เกซัมท์ยกเล เบอร์เกอร์ เฟลด์ ในเมืองบ้านเกิด ตามวิถีนักเตะทั่วไป มาร์เซล พี่ชายของเขา เป็นผู้ตัดสินผู้ตัดสินในเวอร์บันด์สลีกา[40] เขาได้รับลูกบอลลูกแรกเมื่ออายุได้ 2 ขวบ ลงแข่งเป็นนัดแรกในวันที่ 3 มีนาคม 1991 หรือ 24วันก่อนวันเกิดปีที่5ของเขา[41] ฮีโร่และไอดอลของน็อยเออร์คือ เยนส์ เลห์มันน์ ผู้รักษาประตูจากสโมสรชัลเคอ 04[42]

น็อยเออร์นับถือศาสนาคริสต์ นิกายคาธอลิก เขาช่วยเหลือกลุ่มคาธอลิกในการช่วยเหลือเด็กๆที่ขาดแคลนอาหาร รวมทั้งสโมสรเยาวชนในเก็ลเซินเคียร์เชิน ซึ่งจัดตั้งและดำเนินการโดยอมิโกเนียน[43]

น็อยเออร์เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งมูลนิธิเด็ก มานูเอ็ล น็อยเออร์[44] ในเดือนพฤศจิกายน 2011 เขาได้รับเงินบริจาคถึง 500,000ยูโร จากรายการฮูวอนส์ทูบีอะมิลเลียนแนร์?เวอร์ชันเยอรมนี[45]

น็อยเออร์เป็นผู้ให้เสียงแฟรงก์ แมคเคย์ ในภาพยนตร์ของดิสนีย์ มหา'ลัย มอนส์เตอร์ ฉบับภาษาเยอรมัน

อลัน สมิธ

ufa1688  อลัน สมิธ เกิดที่ลีดส์ อังกฤษ เริ่มเข้าสู่วงการฟุตบอลในฐานะกองหน้ารูปหล่อ ด้วยการเข้าฝึกซ้อมกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ตั้งแต่อายุได้ 10 ขวบ และเขาก็ได้เล่นฟุตบอลมาเรื่อยๆ จนกระทั่งติดทีมชาติอังกฤษชุดอายุไม่เกิน 16 ปี และด้วยการพัฒนาในทักษะและความสามารถของเขา ทำให้ ลีดส์ จับเซ็นสัญญานักเตะอาชีพกับตำแหน่งศูนย์หน้าในเดือนมีนาคม 1998

สมิธ สามารถทำประตูได้ในนัดแรกที่เขาลงเล่นให้กับทีมในนัดที่พบกับ ลิเวอร์พูล ในเดือนกันยายนปี 1998 และทำให้เขากลายเป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งศูนย์หน้าคู่กับ จิมมี่ ฟรอยด์ ฮัสเซลแบงค์ ช่วยกันถล่มประตูด้วยความกระหาย และเล่นเกมรุกอย่างเต็มที่ การเล่นที่ค่อนข้างรุนแรงและใจร้อนของเขาทำให้เขาถูกไล่ออกจากสนามในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2000/01 และนั่นก็ทำให้เขาต้องเรียนรู้ว่าควรจะใจเย็นมากขึ้น

หลังจากนั้นเขากลับมาลงเล่นให้กับทีมและสามารถทำ 11 ประตูให้กับ ลีดส์ ในฤดูกาล 2001/02 สมิธ ได้ลงเล่นในตำแหน่งกองกลางมากขึ้นเนื่องจากทีมได้เซ็นสัญญากับกองหน้าตัวใหม่คือ ร็อบบี้ ฟาว์เลอร์ จาก ลิเวอร์พูล และนั่นก็ส่งผลต่อจำนวนประตูที่ลดลงของเขาในเวลาต่อมา สมิธ ลงเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่นัดแรก พบกับ เม็กซิโก ที่ ไพรด์ พาร์ค ในเดือนพฤษภาคม 2001 และกลายเป็นตัวเลือกแรกของผู้จัดการทีม สเวน โกรัน อิริคส์สัน ในตำแหน่งศูนย์หน้าของอังกฤษในชุดลุยศึกฟุตบอลโลกปี 2002 รอบคัดเลือก แต่เขากลับไม่มีชื่อติดทีมชาติเพื่อไปญี่ปุ่น และเมื่อทีมยูงทองตกชั้น ในปี 2004 สมิธก็ย้ายมาร่วมทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นคู่ปรับตลอดกาลของ ลีดส์ ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ แต่ผลงานก็ไม่ได้ดีเหมือนสมัยค้าแข้งกับขุนพลยูงทอง อีกทั้งโดน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมแมนฯยูฯ จับไปเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวตัดเกม ทำให้ผลงานไม่เป็นที่น่าพอใจนัก ก่อนที่จะโดนขายไปให้ นิวคาสเซิ่ล ในปี 2007 ปัจจุบันยังเล่นให้กับนิวคาสเซิ่ลซึ่งสมิธก็ยังทำผลงานไม่ดีเช่นเคยจนมีข่าวว่านิวคาสเซิ่ลพยายามขายเขาทิ้งแต่หลังจากนิวคาสเซิ่ลตกชั้นสู่เดอะแชมเปี้ยนชิพในปี 2009 ทำให้ต้องขายนักเตะชื่อดังออกไป สมิธได้รับโอกาสให้ลงสนามพร้อมกับตำแหน่งรองกัปตันทีมเนื่องจากมีส่วนร่วมกับทีมมากขึ้น

ปัจจุบัน สมิธเล่นอยู่กับน็อตส์ เคาน์ตี้ ในลีก วัน อังกฤษและเป็นหนึ่งในทีมงานโค้ชของสโมสร

บ็อบบี ชาร์ลตัน

ufa1688 เซอร์ โรเบิร์ต "บ๊อบบี้" ชาร์ลตัน (เกิด 11 ตุลาคม ค.ศ. 1937) เป็นอดีตนักเตะผู้ยิ่งใหญ่ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและทีมชาติอังกฤษ เขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่รอดชีวิตจากเหตุโศกนาฏกรรมมิวนิกเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1958 พร้อมกับ เซอร์แมตต์ บัสบี้ ผู้จัดการทีม และทีมงานสตาฟฟ์อีกหลายชีวิต หลังจากนั้นอีก 8 ปีก็สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จ ใน ค.ศ. 1968 เขาสามารถคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพร่วมกับเพื่อนร่วมทีมแมนฯยูไนเต็ด ปัจจุบันท่านเซอร์ก็ได้เป็นหนึ่งในบอร์ดบริหารของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

รางวัล
สโมสร
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
ฟุตบอลลีกเฟิสต์ดิวิชัน (3): 1956–57, 1964–65, 1966–67
เอฟเอคัพ (1): 1962–63
เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ (4): 1956, 1957, 1965, 1967
ยูโรเปี้ยนคัพ (1): 1967–68
ทีมชาติ
ฟุตบอลโลก (1): 1966
บริติชโฮมแชมเปียนชิป (10): 1958, 1959, 1960, 1961, 1964, 1965, 1966, 1968, 1969, 1970
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1968 (เหรียญทองแดง)
รางวัลส่วนตัว
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของสมาคมผู้สื่อข่าวอังกฤษ: 1965–66
ลุกฟุตบอลทองคำ: 1966
FIFA World Cup All-Star Team (2): 1966, 1970
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป: 1966
PFA Merit Award: 1974
FWA Tribute Award: 1989
FIFA World Cup All-Time Team: 1994
Football League 100 Legends: 1998
English Football Hall of Fame: 2002
ฟีฟ่า 100: 2004
UEFA Golden Jubilee Poll: 2004
BBC Sports Personality of the Year Lifetime Achievement Award: 2008
ลอริอุสเวิลด์สปอตส์อะวอดส์ รางวัลบุคคลที่ทุ่มเทให้กับวงการกีฬาตลอดทั้งชีวิตแห่งปี : 2012

เจเรเมน เลนส์

ufa1688 เจเรเมน มาร์ซีอาโน เลนส์ (เกิดวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1987) เป็นนักฟุตบอลชาวดัตช์ ผู้เล่นให้กับเบชิกทัชในตุรกี และทีมชาติเนเธอร์แลนด์ เขาถนัดในการเล่นเกมรุก โดยมักเล่นในตำแหน่งปีกซ้าย

เลนส์เริ่มต้นอาชีพกับสโมสรอาเซ็ด โดยมีช่วงที่ถูกปล่อยยืมตัวให้กับเอ็นอีซี ต่อมาใน ค.ศ. 2010 เขาย้ายไปเปเอสเฟ ซึ่งเขาได้พาทีมชนะเลิศ KNVB Cup ในฤดูกาล 2011–12 และต่อมาใน ค.ศ. 2013 เขาเซ็นสัญญากับดือนามอกือยิว ซึ่งเขาได้พาทีมชนะเลิศยูเครเนียนคัพในฤดูกาลแรกที่เขาได้ลงเล่น และในฤดูกาลที่สอง เขาพาทีมคว้าดับเบิลแชมป์ และในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2015 เขาเซ็นสัญญากับซันเดอร์แลนด์

เลนส์ได้ลงเล่นให้กับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ครั้งแรกในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2010 นัดที่พบกับยูเครน โดยเขาทำประตูได้ในนัดนั้น เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติชุดที่จบอันดับที่สามในฟุตบอลโลก 2014

เกียรติประวัติ
สโมสร
อาเซ็ด

เอเรอดีวีซี: 2008–09
Johan Cruyff Shield: 2009
เปเอสเฟ

KNVB Cup: 2011–12
Johan Cruyff Shield: 2012
ดือนามอกือยิว

ยูเครนเนียนพรีเมียร์ลีก: 2014–15
ยูเครนเนียนคัพ: 2013–14, 2014–15
ทีมชาติ
เนเธอร์แลนด์

ฟุตบอลโลก อันดับที่สาม: 2014

ติโม แวร์เนอร์

ufa1688 ชื่อเต็ม : ติโม แวร์เนอร์
วันเกิด : 6 มีนาคม 1996
สถานที่เกิด : สตุ๊ตการ์ต, ประเทศเยอรมัน
สัญชาติ : เยอรมัน
ส่วนสูง : 181 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสรปัจจุบัน : ไลป์ซิก

ประวัติส่วนตัว

          ติโม แวร์เนอร์ (เกิด 6 มีนาคม 1996) นักฟุตบอลอาชีพในตำแหน่งกองหน้า อดีตเด็กปั้นอคาเดมี่ของ สตุ๊ตการ์ต ซึ่งปัจจุบันลงเล่นให้กับสโมสร ไลป์ซิก และ ทีมชาติเยอรมัน

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

สตุ๊ตการ์ต

          เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพกับสโมสร สตุ๊ตการ์ต เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2013 ในศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบคัดเลือก พบกับทีม โบเตฟ พลอฟดิฟ ด้วยวัยเพียง 17 ปี 4 เดือนกับอีก 25 วันเท่านั้น ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นในแมตช์เป็นทางการให้กับทีมบุนเดสลีก้าอย่าง "ม้าขาว"

          แวร์เนอร์ ลงสนามในศึกบุนเดสลีก้าเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2013 พบกับ เลเวอร์คูเซ่น ต่อมาในวันที่ 22 กันยายน 2013 เขาสามารถเปิดสกอร์แรกบนลีกสูงสุดในเกมที่เผชิญหน้ากับทางด้าน ไอทรัคต์ แฟร้งค์เฟิร์ต หลังจากนั้นวันที่ 10 พฤศจิกายน เขามีส่วนช่วยให้ทีมเอาชนะ ไฟร์บวร์ก 3-1 ด้วยการซัดประตูช่วง 2-0 และ 3-1 นั่นทำให้เขากลายเป็นดาวเตะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีก้า ที่สามารถยิงสองประตูในเกมเดียวกันได้

          ตลอด 3 ปีกับสโมสร แวร์เนอร์ ซัดไปทั้งสิ้น 13 ประตูจาก 95 เกมลีกที่ลงสนาม ก่อนจะถูกทางด้านของ ไลป์ซิก ทีมน้องใหม่ไฟแรงคว้าตัวไปเสริมทัพก่อนลุยศึกบุนเดสลีก้าของฤดูกาล 2016-17

          เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2016 แวร์เนอร์ ตกลงเซ็นสัญญาระยะยาว 4 ปีกับทีม ไลป์ซิก โดยมีค่าตัวอยู่ที่ 10 ล้านยูโร (ประมาณ 388 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นสถิติการย้ายตัวสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสรอีกด้วย

          เขาปิดฉากฤดูกาล 2016-17 ด้วยผลงานอันสุดยอด ซัดไปทั้งสิ้น 21 ประตูจาก 31 เกมลีกที่ลงเล่น และนั่นทำให้เขาถูกเรียกติดทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่เข้าจนได้

เส้นทางในระดับทีมชาติ

          แวร์เนอร์ เคยลงเล่นในนามทีมชาติลุยศึก ยูฟ่า ยูโร-ยู17 เมื่อปี 2012 แต่หลังจากนั้นในปี 2017 เขาถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ ภายใต้การทำทีมของ โยอาคิม เลิฟ เพื่ออุ่นเครื่องกับ "สิงโตคำราม" และบู๊จัดหนักกับ อาเซอร์ไบจาน ในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก 2018

          เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2017 แวร์เนอร์ สามารถซัด 2 ประตูในเกมที่พบกับ แคเมอรูน บนเวที คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ 2017 และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์รายการนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พร้อมรางวัลรองเท้าทองคำจากผลงานซัด 3 ประตูและทำแอสซิสต์มากกว่าใครถึง 2 ครั้ง

เกียรติประวัติ

ทีมชาติ

เยอรมัน

– แชมป์ ฟีฟ่า คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ : 2017

ผลงานส่วนตัว

– เหรียญทอง ฟริตซ์ วอลเตอร์ ประเภท ยู-17 : 2013
– เหรียญเงิน ฟริตซ์ วอลเตอร์ ประเภท ยู-19 : 2015
– ฟีฟ่า คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ โกลเด้น บู้ท : 2017

อันเดรย์ ครามาริช

ufa1688 อันเดรย์ ครามาริช (เกิดวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 1991) เป็นนักฟุตบอลชาวโครเอเชียที่เล่นในตำแหน่งกองหน้าหรือกองกลางตัวรุกให้กับ 1899 ฮ็อฟเฟินไฮม์ ในเยอรมนี และทีมชาติโครเอเชีย

ครามาริชเริ่มต้นอาชีพฟุตบอลของเขากับสโมสรบ้านเกิดอย่างดีนาโมซาเกร็บ และทำสถิติเป็นผู้เล่นดาวรุ่งที่ทำประตูให้กับสโมสรมากที่สุด หลังจากที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เล่นที่มีพรสวรรค์ เขาได้ลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของดีนาโมซาเกร็บครั้งแรกในวัย 17 ปี แต่ใน ค.ศ. 2013 เขามีข้อพิพาทกับฝ่ายบริหารของสโมสร จึงได้ย้ายไปรีเยกา ซึ่งเขาทำ 37 ประตูจากการลงเล่นในลีก 42 นัด ก่อนที่จะย้ายไปเลสเตอร์ซิตีด้วยค่าตัว 9 ล้านปอนด์ เขาถูกปล่อยยืมตัวให้กับ1899 ฮ็อฟเฟินไฮม์ และย้ายไปที่นั่นแบบถาวร

ครามาริชลงเล่น 53 นัด และทำ 22 ประตูให้กับทีมชาติโครเอเชียชุดเยาวชน เขาได้ลงเล่น 4 นัดในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี 2010 ช่วยให้ทีมเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ต่อมาเขาได้ลงเล่นให้กับทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 2014 และได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 และ ฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งในรายการหลัง เขาช่วยให้โครเอเชียเข้ารอบชิงชนะเลิศ

เกียรติประวัติ
ดีนาโมซาเกร็บ

โครเอเชียนเฟิสต์ลีก: 2009–10, 2010–11
โครเอเชียนคัพ: 2010–11
โครเอเชียนซูเปอร์คัพ: 2013
รีเยกา

โครเอเชียนคัพ: 2013–14
โครเอเชียนซูเปอร์คัพ: 2014
โครเอเชีย

ฟุตบอลโลก รองชนะเลิศ: 2018
รางวัลส่วนตัว

ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี Prva HNL: 2014
ทีมยอดเยี่ยมแห่งปี ฟุตบอลออสการ์: 2013, 2014
Ivica Jobo Kurtini Award: 2014
ผู้ทำประตูสูงสุดในโครเอเชียนเฟิสต์ลีก: 2014–15
ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของฮ็อฟเฟินไฮม์: 2016–17

ทอม เคลเวอร์ลีย์

ufa1688 โทมัส วิลเลียม "ทอม" เคลเวอร์ลีย์ (อังกฤษ: Thomas William "Tom" Cleverley) เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1989 เป็นนักฟุตบอลชาวอังกฤษ ปัจจุบันเล่นให้กับวอตฟอร์ด ในตำแหน่งกองกลาง

ทอมเกิดที่เบซิงสโตก เมืองแฮมเชียร์ แต่ไปโตที่แบร็ดฟอร์ด และเขาก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในทีมเยาวชนของแบร็ดฟอร์ด จากนั้นเขาก็ได้ร่วมฝึกซ้อมกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ตั้งแต่อายุ 14 ปี และเซ็นสัญญาร่วมทีมเป็นทางการในปี 2005

ด้วยพรสวรรค์ด้านการเล่นฟุตบอลทำให้เขาพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และในฤดูกาล 2007-2008 เขาก็ได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของลีกสำรองร่วมกับ แซม ฮิวสัน และ ริชาร์ด เอ็กเคอร์สลี่ย์

จากนั้น เขาได้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับทีมอื่นๆ อีกหลายทีมในสัญญายืมตัวไม่ว่าจะเป็นกับเลสเตอร์ซิตี ในช่วงปลายฤดูกาล 2008-2009 และทำประตูแรกให้ทีมจิ้งจอกได้ในเกมที่เอาชนะวอล์ซอลล์ ไปได้ 4 – 1 ในช่วงปิดฤดูกาลเขาก็กลับมาเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในเกมอุ่นเครื่อง และเขาก็ทำประตูแรกในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดได้ในเกมที่พบกับบาเลนเซีย ในเดือนสิงหาคม 2009 จากนั้น เขาก็ถูกยืมตัวไปเล่นให้กับวัตฟอร์ด ในฤดูกาล 2009-2010 และกลายเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของทีม "แตนอาละวาด" ในปีนี้ด้วย จากนั้นช่วงปิดฤดูกาลเขาก็กลับมาร่วมทัวร์ปรีซีซั่นกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในการเดินทางไปแถบอเมริกาเหนือในเดือนกรกฎาคม 2010 แม้ว่าเขาจะมีฟอร์มการเล่นที่ดีเยี่ยม และมีโอกาสเล่นในทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แต่ในฤดูกาล 2010-2011 วีแกน ก็ให้ความสนใจเขา และติดต่อเซ็นสัญญายืมตัวเคลฟเวอร์ลี่ย์ ไปเล่นให้กับทีมตลอดทั้งฤดูกาล แม้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะยืนยันว่าเคลฟเวอร์ลี่ย์ คือนักเตะที่สำคัญของทีมในอนาคต แต่เขาก็เห็นว่าการปล่อยตัวให้วีแกน ยืมไปนั้นจะส่งผลดีต่อตัวนักเตะ และทำให้เขามีประสบการณ์มากขึ้น และแข็งแกร่งขึ้น

สำหรับเกมกับทีมชาติ เคลฟเวอร์ลี่ย์ มีชื่อติดทีมชาติอังกฤษ ตั้งแต่ปี 2008 ในชุดอายุไม่เกิน 19 ปี จากนั้น ก็มีชื่อติดทีมชาติชุดอายุไม่เกิน 21 ปี ร่วมกับเพื่อนร่วมทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คนอื่นๆ เช่น คริส สมอลลิ่ง และ ฟิล โจนส์ ในเดือนสิงหาคม 2011 เคลฟเวอร์ลี่ย์ ถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เพื่อลงเตะนัดกระชับมิตรกับฮอลแลนด์ จากการคุมทีมของ ฟาบิโอ คาเปลโล่ แต่เกมนี้ต้องถูกยกเลิกไปหลังเกิดเหตุการณ์จลาจลในลอนดอน

จากการแขวนสตั๊ดของ พอล สโคลส์ ทำให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ต้องการนักเตะที่จะมาทดแทนในแดนกลางของทีม และเซอร์ อเล็กซ์ ก็เชื่อมั่นในฝีเท้าของเคลฟเวอร์ลี่ย์ และให้โอกาสเขาได้ลงพิสูจน์ตัวเองในฤดูกาล 2011-2012 เขาได้ลงเล่นนัดแรกให้ทีมปีศาจแดงชุดใหญ่ในการพบกับแมนเชสเตอร์ซิตี ในคอมมิวนิตี้ ชิลด์ และมีส่วนในการเปิดบอลให้ หลุยส์ นานี่ ทำประตูตีเสมอได้ในนัดนี้ และเขาก็ได้ลงเล่นในพรีเมียร์ ลีก นัดแรกในการพบกับเวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน จากนั้น เขาก็โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจอย่างสม่ำเสมอ จนกลายเป็นมิดฟิลด์ตัวทำเกมที่สำคัญของทีม และในเดือนตุลาคม 2011 สโมสรก็ได้ให้รางวัลเขาด้วยการต่อสัญญาไปอีก 4 ปีซึ่งจะทำให้เขาอยู่กับทีมไปจนถึงฤดูกาล 2014-2015

เกียรติประวัติ
สโมสร
เลสเตอร์ซิตี
Football League One (1): 2008–09
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
พรีเมียร์ลีก (1): 2012-2013
เอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ (2): 2011, 2013
รางวัลส่วนตัว
Watford Player of the Season (1): 2009–10

แอมแร จัน

ufa1688 แอมแร จัน (เกิด 12 มกราคม ค.ศ. 1994) เป็นนักฟุตบอลชาวเยอรมันเชื้อสายชาวตุรกี ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองกลางให้กับโบรุสซีอาดอร์ทมุนท์และทีมชาติเยอรมนี

เขาเริ่มต้นอาชีพที่ไบเอิร์นมิวนิกส่วนใหญ่ในฐานะทีมสำรอง ก่อนจะย้ายไปเล่นให้กับไบเออร์ 04 เลเวอร์คูเซินเป็นเวลาหนึ่งปี และในฤดูกาลถัดมาจันก็ย้ายมาเป็นนักเตะในสังกัดสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวประมาณ 9.75 ล้านปอนด์

ลิเวอร์พูล
ในวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 2014 สโมสรลิเวอร์พูล เซ็นสัญญาคว้าตัว แอมแร จัน จากไบเออร์ 04 เลเวอร์คูเซิน ด้วยค่าตัว 9.75 ล้านปอนด์

ฤดูกาล 2014-15
นพรีเมียร์ลีก นัดเปิดฤดูกาล 2014-15 ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ เซาแทมป์ตัน 2-1 จันมีชื่ออยู่ในม้านั่งสำรองแต่ไม่ได้ลงสนาม ต่อมา ในวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 2014 จันลงเล่นนัดแรกให้กับลิเวอร์พูล โดยลงสนามเป็นตัวสำรองแทน โจ แอลเลน ในนัดที่ ลิเวอร์พูล พ่ายแพ้ แมนเชสเตอร์ซิตี 1-3

ต่อมา ในวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 2014 จันลงเล่นเป็นตัวจริงนัดแรกให้กับลิเวอร์พูล ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ควีนส์พาร์กเรนเจอส์ ที่ลอฟตัสโรด 3-2 ต่อมา ในวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 2014 จันทำประตูแรกในสีเสื้อของลิเวอร์พูล ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์พ่ายแพ้ เชลซี 1-2 ต่อมา ในวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 2014 จันโดนใบเหลืองใบที่ 2 เป็นใบแดงไล่ออกจากสนามเป็นครั้งแรกในนัดที่ ลิเวอร์พูล พ่ายแพ้ อาร์เซนอล 1-4

ฤดูกาล 2015-16
ในวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 2015 ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2015–16 รอบแบ่งกลุ่ม จันทำประตูแรกให้กับลิเวอร์พูลในฤดูกาล 2015-16 ในนัดที่ลิเวอร์พูลเปิดสนามแอนฟีลด์เสมอกับ รูบิน คาซาน จากรัสเซีย 1-1 นอกจากนี้ยังเป็นประตูแรกของลิเวอร์พูลภายใต้การคุมทีมของผู้จัดการทีมคนใหม่ เยือร์เกิน คลอพพ์ ต่อมา ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2016 จันทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ แอสตันวิลลา ที่วิลลาพาร์ก 6-0

ในวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 2016 จันมีอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าในยูฟ่ายูโรปาลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ นัดที่สอง ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ โบรุสซีอาดอร์ทมุนท์ 4-3 ผลการตรวจระบุว่า ต้องพัก 4-6 สัปดาห์ ต่อมา ในวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 2016 ยูฟ่ายูโรปาลีก รอบรองชนะเลิศ นัดที่สอง จันกลับมาลงสนามอีกครั้ง ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ บิยาร์เรอัล 3-0 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่ายูโรปาลีกได้สำเร็จ

ฤดูกาล 2016-17
ในวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 2016 จันทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2016–17 ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ คริสตัลพาเลซ ที่เซลเฮิสต์พาร์ก 4-2 ต่อมา ในวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 จันทำประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ วอตฟอร์ด 6-1ต่อมา ในวันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 2016 จันยิงประตูให้ ลิเวอร์พูล ขึ้นนำ บอร์นมัท 3-1 แต่สุดท้ายก็แพ้ไป 3-4

ในวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 2017 จันทำประตูที่ 4 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ เบิร์นลีย์ 2-1 ต่อมา ในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2017 จันทำประตูที่ 5 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ วอตฟอร์ด ที่วิคาริจโรด 1-0 และประตูนี้ของจันทำให้ได้รับการโหวตเป็นประตูยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของลิเวอร์พูล ในงานประกาศรางวัล Players' Awards 2017 รวมถึงคว้ารางวัลประตูยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2016–17 ของพรีเมียร์ลีก จบฤดูกาล จันยิงประตูในพรีเมียร์ลีก 5 ประตูจาก 32 นัด ช่วยให้ ลิเวอร์พูล จบอันดับที่ 4 และคว้าโควต้าแชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาลหน้าได้สำเร็จ

ฤดูกาล 2017-18
ในวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 2017 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2017–18 รอบเพลย์ออฟ นัดที่ 2 จันยิง 2 ประตู ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ ฮ็อฟเฟินไฮม์ จากเยอรมัน 4-2 รวมผลสองนัด ลิเวอร์พูล เอาชนะ ฮ็อฟเฟินไฮม์ 6-3 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้สำเร็จต่อมา ในวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 2017 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2017–18 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม E จันทำประตูที่ 3 ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ มารีบอร์ จากสโลวีเนีย 3-0 ต่อมา ในวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 2017 จันทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2017–18 ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียน ที่สนามกีฬาอเมริกันเอ็กซ์เพรสคอมมูนิตี 5-1 ต่อมา ในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 2018 จันทำประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์ ที่สนามกีฬาจอห์นสมิท 3-0 ต่อมา ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2018 จันทำประตูที่ 3 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ เวสต์แฮมยูไนเต็ด 4-1

เกียรติประวัติ
สโมสร
ไบเอิร์นมิวนิก

บุนเดิสลีกา: 2012–13
เดเอ็ฟเบ-โพคาล: 2012–13
เดเอฟเอล-ซูเปอร์คัพ: 2012
ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก: 2012–13

ทีมชาติ
เยอรมนี

ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ: 2017

รางวัลส่วนตัว
นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของลิเวอร์พูล: 2015–16
UEFA Europa League Squad of the Season: 2015–16
BBC Goal of the Season: 2016–17
Carling Goal of the Season: 2016–17
ประตูยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของลิเวอร์พูล: (2016–17: เจอกับ วอตฟอร์ด ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2017)
ประตูยอดเยี่ยมประจำเดือนของอีเอ สปอร์ตส์: มีนาคม 2017

ราสมุส จอห์นสัน

ufa1688 ราสมุส จอห์นสัน (สวีเดน: Rasmus Jönsson; 27 มกราคม ค.ศ. 1990 ) เป็นนักฟุตบอลชาวสวีเดนในตำแหน่งกองหน้า ปัจจุบันเล่นให้กับเฮลซิงบอร์ในออลสเวนส์คาน เขาเคยเล่นให้กับว็อลฟส์บวร์คในบุนเดสลีกา และบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในไทยลีก เขาเคยชนะเลิศเดนิชคัพกับออลบอร์ในฤดูกาล 2013–14 และสวีดิชคัพกับเฮลซิงบอร์ในฤดูกาล 2010

สโมสรอาชีพ
สโมสรในทวีปยุโรป
จอห์นสันเริ่มต้นอาชีพกับเฮลซิงบอร์ โดยเขาสามารถทำได้สี่ประตูในฤดูกาล 2008 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกที่เขาลงเล่น ต่อมาในวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 2010 จอห์นสันทำประตูชัยในการแข่งขันสวีดิชคัพนัดชิงชนะเลิศ ช่วยให้เฮลซิงบอร์เอาชนะฮัมมาร์บีไปได้ 1–0 ต่อมาในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2011 จอห์นสันได้ย้ายไปเฟาเอ็ฟเอ็ล ว็อลฟส์บวร์ค อย่างเป็นทางการ และได้ลงเล่นนัดแรกในนัดที่พบกับชัลเคอ 04 โดยในนัดนั้น เขาสามารถแอสซิสต์ให้มาริออ มันจูคิช ทำประตูได้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 2012–13 จอห์นสันได้ถูกปล่อยยืมตัวให้กับเอ็ฟแอ็สเฟา ฟรังค์ฟวร์ท และในฤดูกาล 2013–2014 เขาก็ถูกปล่อยยืมตัวอีกครั้งให้กับออลบอร์ ต่อมาในช่วงฤดูร้อน ค.ศ. 2016 จอห์นสันได้ย้ายไปโอเดนเซ ซึ่งนับเป็นการหวนกลับมาร่วมงานกันกับหัวหน้าผู้ฝึกสอนอย่างเคนต์ เนียลเซน

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
ในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2019 เฮลซิงบอร์ได้โพสต์ข้อความผ่านทางอินสตาแกรมว่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้บรรลุข้อตกลงในการคว้าตัว ราสมุส จอห์นสัน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในวันถัดมา เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้เปิดตัวจอห์นสันอย่างเป็นทางการ โดยจอห์นสันจะสวมเสื้อหมายเลข 20 ซึ่งเป็นหมายเลขเก่าของฆาบิเอร์ ปาติญโญ ที่ถูกปล่อยยืมตัวให้กับราชบุรี มิตรผล ต่อมาในวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 2019 โตโยต้า ลีกคัพ รอบ 16 ทีมสุดท้าย จอห์นสันลงเล่นนัดแรกให้กับสโมสร ในนัดที่บุรีรัมย์บุกไปชนะเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด ที่สนามกีฬาสมโภชฯ ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2–1 ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ต่อมาในวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 2019 จอห์นสัน ทำประตูแรกในนามสโมสร ในเกมไทยลีก นัดที่บุรีรัมย์บุกไปเอาชนะ นครราชสีมา ที่สนามเฉลิมพระเกียรติฯ 3–2

เกียรติประวัติ
Helsingborgs IF
Svenska Cupen (1): 2010
Allsvenskan (1): 2011
AaB
Danish Superliga (1): 2013–14
Danish Cup (1): 2013–14